ข้อมูลพื้นฐานของประเทศออสเตรเลีย

ข้อมูลทั่วไปของประเทศออสเตรเลีย

ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลก เป็นประเทศเดียวในโลกที่มีลักษณะเป็นทวีป และเป็นดินแดนเก่าแก่ที่มีประชากรตั้งรกรากมาเป็นเวลายาวนาน โดยก่อนที่ชาวยุโรปจะมาตั้งรกรากนั้น ชาวอะบอริจิน (Aborigine) และชาวเกาะทอร์เรสเทรต (Torres Strait Islanders) ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปนี้

ออสเตรเลียตั้งอยู่ระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิกในส่วนที่เรียกว่า โอเชียเนีย (Oceania) ประกอบด้วยแผ่นดินหลักของทวีปออสเตรเลีย เกาะแทสเมเนีย และเกาะอื่นๆในมหาสมุทรอินเดีย แปซิฟิก และมหาสมุทรใต้

 

1

ที่มา: Wikipedia

 

ออสเตรเลียมีพื้นที่ทั้งหมด 7,706,168 ตารางกิโลเมตร  (หากรวมกับพื้นที่รัฐแทสมาเนีย เกาะลอร์ดโฮว์ (Lord Howe Island) เกาะแมคไควรี (Macquarie Island) และพื้นที่ในส่วนที่เป็นทะเลแล้วจะมีพื่นที่เท่ากับ 7,741, 220 ตารางกิโลเมตร) ขนาดของออสเตรเลียนั้นมีขนาดประมาณ 2 เท่าของทวีปยุโรป และเทียบได้กับประเทศสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศ (โดยไม่รวมอะแลสกาและเกาะฮาวาย) เลยทีเดียว

 

2

ที่มา: Outback Snack

 

ประเทศเพื่อนบ้านของออสเตรเลียประกอบด้วย ปาปัวนิวกินี และติมอร์ตะวันออกทางเหนือ หมู่เกาะโซโลมอน วานูอาตู และนิวแคลิโดเนียทางตะวันออกเฉียงเหนือ นิวซีแลนด์ทางตะวันออกเฉียงใต้ และอินโดนีเชีย

ภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นที่ราบสูงและตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก พื้นที่ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะตอนกลางของประเทศเป็นทะแลทรายแห้งแล้งและทุรกันดารเรียกว่า “เอาต์แบ็ก” (Outback) ประชากรออสเตรเลียส่วนใหญ่จึงอาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งทะเล ทั้งทางทิศตะวันออกและตะวันตก

สหพันธรัฐออสเตรเลียก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ.1901 ผ่านการรวมตัวของ 6 รัฐภายใต้รัฐธรรมนูญเดียว ณ เวลานั้น มีประชากรที่ไม่ใช่คนพื้นเมือง 3.8 ล้านคน ในขณะที่คนพื้นเมืองมีประมาณ 93,000 คน โดยที่ประชากรจำนวนครึ่งหนึ่งอาศัยอยู่ในเมือง ประมาณ 3 ใน 4 เกิดในออสเตรเลีย และชนกลุ่มใหญ่นั้นสืบเชื้อสายมาจากอังกฤษ สก๊อต และไอริช

ธงชาติออสเตรเลีย

ธงชาติออสเตรเลียที่ใช้ในปัจจุบัน เป็นธงชาติที่ได้รับชัยชนะจากการแข่งขันออกแบบทั้งหมด 32,823 คน ประกาศใช้ครั้งแรกที่กรุงเมลเบิร์นเมื่อวันที่ 3 กันยายน ค.ศ.1901 สัญลักษณ์กลุ่มดาวกางเขนใต้บนธงชาตินั้นแสดงถึงตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของออสเตรเลียในซีกโลกใต้ ดาวใหญ่สหพันธรัฐเป็นสัญลักษณ์ของการรวมตัวของรัฐและเขตแดนและธงชาติอังกฤษที่ก่อตัวในช่วงเริ่มต้นของออสเตรเลียที่มีความสัมพันธ์อยู่กับสหราชอาณาจักร

 

3

ที่มา: CIA

 

สีประจำชาติของออสเตรเลีย คือ สีเขียวและสีทอง เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน ค.ศ.1984

วันชาติของออสเตรเลียคือวันที่ 26 มกราคมของทุกปี วันนี้เป็นวันอนุสรณ์เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบการคลี่ออกของธงชาติอังกฤษที่หน้าผาซิดนีย์ (Sydney Cove) เมื่อปีค.ศ.1788

เพลงประจำชาติของออสเตรเลียคือ เพลง Advanced Australia Fair เริ่มใช้อย่างเป็นทางการมาตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน ค.ศ. 1984

 

“Advanced Australia Fair”

Australians all let us rejoice
For we are young and free
We've golden soil and wealth for toil,
Our home is girt by sea:
Our land abounds in nature's gifts
Of beauty rich and rare,
In history's page let every stage
Advance Australia fair,
In joyful strains then let us sing
Advance Australia fair.

Beneath our radiant Southern Cross,
We'll toil with hearts and hands,
To make this Commonwealth of ours
Renowned of all the lands,
For those who've come across the seas
We've boundless plains to share,
With courage let us all combine
To advance Australia fair.
In joyful strains then let us sing,
Advance Australia fair.

ตราสัญลักษณ์ประจำชาติออสเตรเลีย (Coat of Arms)

ตราสัญลักษณ์ประจำชาติของออสเตรเลีย ได้รับพระราชทานจากพระเจ้าจอร์จที่ 5 ในปีค.ศ.1912 เป็นรูปโล่ที่มีสัญลักษณ์ของรัฐทั้ง 6 ของออสเตรเลีย หมายถึง การรวมเป็นสหพันธรัฐ และสัญลักษณ์ประจำชาติ คือ ดอกวอทเทิ่ลสีทอง จิงโจ้ และนกอีมู ชาว ออสเตรเลียโดยทั่วไปถือว่าดอกวอทเทิ่ล จิงโจ้ และนกอีมูเป็นดอกไม้ สัตว์และนกประจำชาติ ดอกวอทเทิ่ลสีทอง หรือ Acacia Pycnantha Benth ได้รับการประกาศเป็นดอกไม้ประจำชาติ

 

4

ที่มา: Australian Government: Australian National Herbarium

 

ออสเตรเลียปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยและเป็นประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ ประกอบไปด้วยรัฐ  6 รัฐ และเขตปกครองตนเอง 2 มณฑล แต่ละรัฐมีเมืองหลวงเป็นของตนเอง โดยเมืองหลวงและศูนย์กลางการปกครองของออสเตรเลียคือ กรุงแคนเบอร์รา (Canberra) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของออสเตรเลียนแคปปิตอล เทอร์ริทอรี่ (Australian Capital Territory)

 

รัฐและเขตการปกครองตนเอง ชื่อภาษาอังกฤษ เมืองหลวง
นิวเซาท์เวลส์ New South Wales (NSW) ซิดนีย์ (Sydney)
ควีนส์แลนด์ Queensland (QLD) บริสเบน (Brisbane)
วิกตอเรีย Victoria (VIC) เมลเบิร์น (Melbourne)
แทสมาเนีย Tasmania (TAS) โฮบาร์ต (Hobart)
เซาท์ออสเตรเลีย (ออสเตรเลียใต้) South Australia (SA) อะดิเลด (Adelaide)
เวสเทิร์นออสเตรเลีย (ออสเตรเลียตะวันตก) Western Australia (WA) เพิร์ท (Perth)
เขตนอร์ทเทิร์นเทอริทอรี Northern Territory (NT) ดาร์วิน (Darwin)
ออสเตรเลียนแคปปิตอลเทอร์ริทอรี่ Australian Capital Territory (A.C.T.) ที่ตั้งกรุงแคนเบอร์รา (Canberra) เมืองหลวงของประเทศ

 

5

ที่มา: Mitfits Vintage, 2011

 

ออสเตรเลียยังมีดินแดนในอาณัติที่อยู่นอกอาณาเขตประเทศอีก 7 แห่ง ล้วนเป็นเกาะอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกคือ Christmas Island, Ashmore and Cartier Islands, Cocos (Keeling) Islands, Coral Sea Islands, Heard Island and McDonald Islands และ Norfolk Island

ลักษณะทางภูมิศาสตร์

ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปของออสเตรเลีย มีความแตกต่างหลากหลายเป็นอย่างยิ่ง พื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันตกเต็มไปด้วยหินและทะเลทราย พื้นที่ส่วนใหญ่ทางทิศตะวันตกร้อยละ 65 เป็นที่ราบสูงและเป็นทะเลทรายแห้งแล้งและทุรกันดาร โดยมีขนาดทะเลทรายรวมกันใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากทะเลทรายซาฮาราในทวีปแอฟริกา ชาวออสเตรเลียเรียกดินแดนที่แห้งแล้งและทุรกันดารนี้ว่า "เอาต์แบ็ก" (Outback)

ส่วนทางภาคตะวันออกเป็นที่ราบสูงและที่ราบอันกว้างใหญ่ไพศาลขนาบข้างไปกับพื้นที่แคบ ๆ ลาดเอียงตามชายฝั่ง ซึ่งชายฝั่งทะเลของออสเตรเลียนั้นเป็นหาดทรายที่กว้างขวางและเขียวขจีไปด้วยพืชพันธุ์ ลักษณะดินมีความหลากหลาย ทั้งที่เป็นหน้าผาสูงชันของบลูเมาเทนส์ (Blue Mountains) ทางตะวันตกของซิดนีย์และหินภูเขาไฟซึ่งถูกกัดเซาะจนกร่อนของกล๊าสเฮาส์ เมาเทนส์ (Glasshouse Mountains) ทางตอนเหนือของบริสเบน รวมทั้ง ที่ราบบนชายฝั่งทะเลใต้ด้านตะวันตกของอะดีเลด โดยประชากรออสเตรเลียส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในบริเวณชายฝั่งด้านตะวันออกหลังเทือกเขาเกรตดิไวดิง ซึ่งแบ่งแยกชายฝั่งตะวันออกกับเขตเอาต์แบ็ก

 

6

ที่มา: Wikipedia

 

ออสเตรเลียมีแม่น้ำสายสำคัญๆ อยู่ทางภูมิภาคตะวันออก แม่น้ำ 2 สายที่ยาวที่สุดในออสเตรเลีย ได้แก่ แม่น้ำเมอร์รี (Murry) และแม่น้ำดาร์ลิงค์ (Darling) ซึ่งทำให้เกิดแอ่งน้ำ Murray-Darling Basin ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 1 ล้านตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ 14 ของผืนดินทั้งหมด  ส่วนตอนกลางของประเทศจะเป็นเขตที่เรียกว่า "เขตเซนทรัลโลว์แลนด์" ซึ่งเป็นเขตแห้งแล้งที่สุด แม่น้ำลำธารต่างๆ อาจแห้งสนิทเป็นเวลาหลายปี ในตอนกลางของประเทศนี้เป็นที่ตั้งของมีทะเลสาบเอย์รี (Lake Eyre) ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่มีขนาดใหญ่กว่า 9,000 ตารางกิโลเมตรในพื้นที่ที่มีความแห้งแล้งกินเวลายาวนานมาก

สภาพภูมิอากาศ

สำหรับสภาพภูมิอากาศโดยทั่วไปของทวีปของออสเตรเลีย ภูมิอากาศตั้งแต่พื้นที่ทางภาคเหนือจะมีความชุ่มชื้นสูงแบบเขตร้อน จนมาถึงบริเวณชายฝั่งตอนกลางของภาคตะวันออกและตะวันตกที่มีอุณหภูมิที่อุ่น และชายฝั่งภาคใต้ในแทสเมเนียที่อากาศเย็น โดยทุกภูมิภาคในออสเตรเลียจะมีทั้งฤดูร้อนที่อบอุ่นคาบเกี่ยวกับฤดูหนาวที่ไม่หนาวจัด อาจมีหิมะตกบ้างนาน ๆ ครั้งในเขตเมืองหลวงของแต่ละมลรัฐ โดยอุณหภูมิสูงสุดที่เคยบันทึกไว้ใน ค.ศ. 1889 ในคลอนเคอร์รี (Cloncurry) มลรัฐควีนสแลนด์ วัดได้ 53 องศาเซลเซียส ส่วนอุณหภูมิต่ำสุดที่เคยบันทึกไว้ใน ค.ศ.1994 ที่ ชาร์ลอตต์ แพส (Charlotte Pass) มลรัฐนิวเซาท์เวลส์ วัดได้ -23 องศาเซลเซียส

 

7

ที่มา: Australian Government: Bureau of Meteorology

 

ฤดูกาลของออสเตรเลียจะตรงกันข้ามกับประเทศที่อยู่ทางซีกโลกเหนือ เช่นเดียวกับทุกประเทศในซีกโลกใต้ แบ่งออกเป็น 4 ฤดูได้แก่ ฤดูร้อน (ธันวาคม–กุมภาพันธ์) ฤดูใบไม้ร่วง(มีนาคม–พฤษภาคม) ฤดูหนาว (มิถุนายน–สิงหาคม) และ ฤดูใบไม้ผลิ (กันยายน–พฤศจิกายน)

ออสเตรเลียนับเป็นประเทศที่มีปริมาณฝนน้อย เนื่องจากพื้นที่ถึง 1 ใน 3 ของทวีปเป็นทะเลทราย ซึ่งมีจำนวนมากถึง 11 แห่ง ส่งผลให้มีปริมาณฝนตกน้อย ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยภายในประเทศเพียง 465 มิลลิเมตรต่อปี และกระจายอย่างไม่ค่อยสม่ำเสมอทั่วทั้งทวีป พื้นดินที่แห้งแล้งที่สุดคือ บริเวณแอ่งน้ำทะเลสาบเอย์รี ซึ่งมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยในแต่ละปีน้อยกว่า 125 มิลลิเมตร ส่วนบริเวณที่มีความชุ่มชื้นมากที่สุดอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งเป็นเขตร้อนชื้นของแทสเมเนีย โดยมีปริมาณน้ำฝนที่บันทึกได้เฉลี่ยมากกว่า 3,500 มิลลิเมตร

แม้ว่าปริมาณน้ำฝนเหล่านี้จะไม่แน่นอน แต่ออสเตรเลียก็มีพื้นที่อุดมสมบูรณ์หลายแห่ง และเนื่องจากทวีปออสเตรเลียมีสภาพเป็นเกาะขนาดใหญ่ จึงจัดว่ามีความหลากหลายทางชีวภาพ และมีพืชพันธุ์ สัตว์ และนกท้องถิ่นที่ยังคงมีชีวิตอยู่บนโลกอีกจำนวนมาก รวมทั้งมีสัตว์ที่มีลักษณะเฉพาะเป็นของตนเอง อาทิ สัตว์ที่มีกระเป๋าหน้าท้อง เช่น จิงโจ้ ซึ่งไม่มีในพื้นที่อื่นใดในโลก

เขตเวลาของออสเตรเลีย

เนื่องจากออสเตรเลียเป็นประเทศที่กว้างใหญ่ แต่ละพื้นที่ของประเทศจะมีเขตเวลาที่ไม่เท่ากัน แบ่งออกได้เป็น 3 เขตค่ะ

  1. เวลามาตรฐานออสเตรเลียตะวันออก (AEST) ครอบคลุมพื้นที่รัฐทางตะวันออก ได้แก่ ควีนส์แลนด์ นิวเซาท์เวลส์ วิกตอเรีย แทสเมเนีย และเขตปกครองออสเตรเลียนแคปิตอล AEST มีค่าเท่ากับเวลาสากลเชิงพิกัดบวก 10 ชั่วโมง (UTC +10)
  2. เวลามาตรฐานออสเตรเลียกลาง (ACST) ครอบคลุมพื้นที่รัฐเซาท์ออสเตรเลีย เมือง Broken Hill ทางตะวันออกของรัฐเซาท์ออสเตรเลีย และเขตปกครองนอร์ทเทิร์นเทอริทอรี ACST มีค่าเท่ากับเวลาสากลเชิงพิกัดบวก 9½ ชั่วโมง (UTC +9½)
  3. เวลามาตรฐานออสเตรเลียตะวันตก (AWST) ครอบคลุมพื้นที่รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย AWST มีค่าเท่ากับเวลาสากลเชิงพิกัดบวก 8 ชั่วโมง (UTC +8)

 

นอกจากนี้ ออสเตรเลียยังอยู่ในเขตที่จะต้องทำการปรับเวลา โดยในฤดูร้อน รัฐที่อยู่ทางใต้ได้แก่ รัฐนิวเซาท์เวลส์ รัฐวิกตอเรีย รัฐเซาท์ออสเตรเลีย รัฐแทสเมเนีย และออสเตรเลียนแคปิตอลแทริทอร์รจะปรับเวลาเพิ่มขึ้นหนึ่งชั่วโมงไ ปเป็นเวลาออมแสง (DST) ซึ่งเวลาออมแสงจะเริ่มต้นที่ 2:00 น. (AEST) ในวันอาทิตย์แรกของเดือนตุลาคมและสิ้นสุดที่ 3:00 น. (เวลาออมแสงออสเตรเลียตะวันออก) ในวันอาทิตย์แรกของเดือนเมษายน

สำหรับรัฐที่ไม่มีการปรับเวลาได้แก่ รัฐควีนส์แลนด์ เขตปกครองนอร์ทเทิร์นเทอริทอรี และรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย

 

8

ที่มา: TimeTemperature.com

ลักษณะทางประชากรศาสตร์

จากการทำสำมะโนประชากร (Census) ครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2557 ประเทศออสเตรเลียมีประชากรทั้งสิ้น 23,581,029 คน เพิ่มขึ้นจากการสำมะโนประชากรในปี พ.ศ. 2554 ประมาณร้อยละ 9.6 โดยสามารถแบ่งที่มาของประชากรได้ดังนี้

  1. ชนพื้นเมืองดั้งเดิม ได้แก่ ชาวอะบอริจิน และชาวเกาะทอร์เรสเทรต
  2. ผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากชาวอังกฤษ เข้ามาในช่วงอาณานิคม โดยมาตั้งถิ่นฐานใน ค.ศ.1700
  3. ชาวยุโรปและชนชาติอื่นๆ ที่อพยพมาในช่วงที่ออสเตรเลียเป็นรัฐอาณานิคม และช่วงที่มีการก่อตั้งสหพันธรัฐใน พ.ศ. 2444 (ค.ศ.1901)
  4. ประชากรที่ย้ายถิ่นฐานมาจากทวีปเอเชีย แอฟริกา และตะวันออกกลาง

 

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลออสเตรเลียมีนโยบายเปิดรับผู้ลี้ภัย/ผู้อพยพย้ายถิ่น ถือว่าเป็นนโยบายที่เปิดกว้าง ไม่มีแนวคิดของการเหยียดเชื้อชาติ วัฒนธรรม และศาสนา ซึ่งจากนโยบายนี้ทำให้ออสเตรเลียเปิดต้อนรับผู้อพยพมากถึง 6.6 ล้านคน ซึ่งรวมไปถึงผู้ลี้ภัยที่มีจำนวนมากกว่า 690,000 คน และทำให้ทุกปีออสเตรเลียจะต้อนรับผู้ที่ย้ายถิ่นเข้ามาประมาณปีละ 13,000 คน

ปัจจุบันประชาชนจำนวน 1 ใน 4 เป็นประชากรที่มีเกิดในประเทศอื่น โดยใน 40 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงประเทศต้นทางของประชากรที่ต้องการจะเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศออสเตรเลีย โดยในปี ค.ศ.1960 ร้อยละ 45 เป็นคนที่เกิดในประเทศอังกฤษและไอร์แลนด์ ตั้งแต่ปี ค.ศ.2006-07 เป็นต้นมาจำนวนประชากรส่วนใหญ่ที่ย้ายถิ่นเข้ามาพำนักในออสเตรเลียจะมาจากประเทศจีน ประเทศในทวีปแอฟริกา และประเทศในตะวันออกกลาง

ข้อมูลจากการสำรวจลักษณะทางประชากรศาสตร์ ปี พ.ศ. 2557 ระบุว่า ออสเตรเลียมีประชากรเพศหญิงมากกว่าเพศชายเพียงเล็กน้อย โดยมีประชากรหญิง ร้อยละ 50.2 และประชากรชาย ร้อยละ 49.8 ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ (ประมาณ 13 ล้านคน) รองลงมาคือศาสนาพุทธ (ประมาณ 400,000 คน) อิสลาม (ประมาณ 340,000 คน) ฮินดู (ประมาณ 148,000 คน) และยิว (ประมาณ 80,000 คน)

ออสเตรเลียมีปัญหาด้านประชากรเหมือนกับประเทศอื่น ๆ ที่พัฒนาแล้ว กล่าวคือ ต้องเผชิญกับประชากรผู้สูงอายุจำนวนมากที่เกษียณแล้ว ในขณะที่มีคนในวัยทำงานน้อยกว่า อันเนื่องมาจากอัตราการเกิดต่ำและผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น สัดส่วนของประชากรที่มีอายุ 55-64 ปีเพิ่มมากขึ้น จากร้อยละ 9 ในปี พ.ศ. 2544 เป็นประมาณร้อยละ 11.4 ในปี พ.ศ. 2557

แม้ว่าชาวออสเตรเลียใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาประจำชาติ แต่ขณะเดียวกัน ชาวออสเตรเลียมีภาษาพูดและภาษาถิ่นอื่น ๆ ประมาณ 200 ภาษา รวมทั้งภาษาของคนพื้นเมืองอีก 45 ภาษา ในการสำรวจประชากรในปีพ.ศ. 2549 พบว่า ประชากรร้อยละ 79 พูดภาษาอังกฤษเพียงภาษาเดียวขณะอยู่ที่บ้าน ส่วนประชากรอีกกลุ่มหนึ่งใช้ภาษาอื่น ๆ ในบ้านด้วย โดยภาษาอื่นๆ ที่มักพูดในบ้าน ได้แก่ ภาษาอิตาเลี่ยน ภาษากรีก ภาษาจีนกวางตุ้ง ภาษาอราบิก และภาษาจีนกลาง

ประชากรออสเตรเลียส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตเมือง โดยมากกว่าร้อยละ 80 อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ที่มีชายฝั่งทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางตอนใต้ของทวีป อาทิ ซิดนีย์ นับเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุด มีประชากรอาศัยอยู่ 4,757,083 คน ในพื้นที่ 1,771 ตารางกิโลเมตร หรือความหนาแน่นของประชากรเท่ากับ 2,686 คนต่อตารางกิโลเมตร ในทางตรงกันข้าม มลรัฐที่ใหญ่ที่สุดอย่างรัฐ เวสเทิร์นออสเตรเลีย (Western Australia) ทางด้านตะวันตก ซึ่งมีพื้นที่ถึง 2,529,875 ตารางกิโลเมตร กลับมีความหนาแน่นของประชากรน้อยกว่า 1 คนต่อตารางกิโลเมตร

พื้นดินและจำนวนประชากรของออสเตรเลีย แบ่งตามมลรัฐและดินแดน
(สำมะโนประชากร พ.ศ. 2557)

มลรัฐ พื้นที่(ตารางกิโลเมตร) จำนวนประชากรโดยประมาณ (ล้าน) เมืองหลวง จำนวนประชากรโดยประมาณ (ล้าน)
นิวเซาท์เวลส์  800,642 7,544,485 ซิดนีย์ 4,757,083
วิกตอเรีย  227,416 5,866,292 เมลเบิร์น 4,347,955
ควีนสแลนด์  1,730,648 4,740,927 บริสเบน 2,238,394
เวสเทิร์นออสเตรเลีย  2,529,875 2,589,078 เพิร์ธ 1,972,358
เซาท์ออสเตรเลีย  983,482 1,688,667 อะดีเลด 1,291,666
แทสเมเนีย 68,401 514,978 โฮบาร์ท 217,973
ออสเตรเลียนแคพิทอลเทร์ริทอรี  2,358 387,069 แคนเบอร์รา 136,069
นอร์ธเทิร์นเทร์ริทอรี  1,349,129 246,322 ดาร์วิน  120,245
ออสเตรเลียทั้งประเทศ  23,581,029 คน

 

ที่มา: Australian Government: Australian Bureau of Statistics/ Department of Climate Change

 

9

ที่มา: Australian Government: Australian Bureau of Statistics/ Department of Climate Change

ประวัติศาสตร์ออสเตรเลียโดยย่อ

ออสเตรเลีย (Australia) มาจากคำในภาษาละตินว่า Australis หมายถึง ทิศใต้ โดยมีตำนานถึง “ดินแดนทางใต้ที่ไม่รู้จัก” (terra australis incognita)

ประวัติศาสตร์ของประเทศออสเตรเลียเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนยุคอาณานิคม หรือก่อนที่ชาวยุโรปจะอพยพย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากที่ทวีปออสเตรเลีย ขณะนั้น ได้มีชนพื้นเมือง (Indigenous Australians) ตั้งถิ่นฐานอยู่ก่อน ชนพื้นเมืองดั้งเดิมของออสเตรเลีย ประกอบด้วย ชาวอะบอริจิน (Aborigine) และชาวเกาะทอร์เรสเทรต (Torres Strait Islanders) พูดภาษาท้องถิ่น มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมประเพณีแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค ระบบสังคมมีความสลับซับซ้อนและมีการพัฒนาประเพณีสูงมาก จนสะท้อนผ่านความเชื่อมโยงอันลึกซึ้งต่อแผ่นดิน ศาสนาและวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองมักจะมีความเกี่ยวข้องกับแผ่นดิน ท้องฟ้า และทะเล

ชาวประมงและพ่อค้าชาวเอเชียได้ติดต่อกับคนพื้นเมืองออสเตรเลียเป็นเวลานานหลายศตวรรษ ก่อนยุคของการแผ่ขยายของชาวยุโรป

การค้นพบออสเตรเลียของชาวยุโรปได้รับการบันทึกไว้ครั้งแรกในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2149 (ค.ศ.1606)เมื่อชาวนักสำรวจชาวดัชท์ วิลเลม แจนสซูน (Willem Janszoon, ค.ศ.1571–1638) ทำแผนที่ชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของเคป ยอร์ก เพนินซูลา (Cape York Peninsula) ในมลรัฐควีนสแลนด์ จากการค้นพบครั้งนั้น ทำให้เริ่มมีการทำแผนที่ชายฝั่งตะวันตกและทางเหนือของประเทศออสเตรเลีย และเรียกดินแดนที่ค้นพบนี้ว่า นิวฮอลแลนด์ (New Holland) แต่ขณะนั้นยังไม่มีความตั้งใจที่จะประกาศยึดครองดินแดนดังกล่าว ต่อมาในปีเดียวกัน นักสำรวจชาวสเปนหลุยส์ วาเอซ เดอ ทอเรส (Luis Vaez de Torres) ได้เดินเรือผ่านเข้าไปในออสเตรเลียและปาปัวนิวกินี 

จากนั้นในปี พ.ศ. 2231 (ค.ศ.1688) วิลเลียม แดมเพียร์ (William Dampier) เป็นนักสำรวจชาวอังกฤษคนแรกที่เข้าไปตั้งถิ่นฐานบนชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย

ต่อมาในปี พ.ศ. 2313 (ค.ศ.1770) กัปตันเจมส์ คุก (James Cook) ชาวอังกฤษ ได้ล่องเรือมาสำรวจและได้จัดทำแผนที่ทางด้านชายฝั่งตะวันออกของทวีปออสเตรเลีย และได้ตั้งชื่อดินแดนแถบนั้นว่า นิวเซาท์เวลส์ (New South Wales) พร้อมกันนั้น ได้ประกาศให้เป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร

สหราชอาณาจักรยึดครองออสเตรเลียในฐานะอาณานิคม และได้ใช้ดินแดนนี้เป็นอาณานิคมสำหรับนักโทษ (Penal Colony) โดยนักโทษกลุ่มแรกได้เดินทางมาถึงอ่าวซิดนีย์ เมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2331 (ค.ศ.1788) (ต่อมาเป็นวันชาติออสเตรเลีย) นับจุดเริ่มต้นของการตั้งถิ่นฐานในทวีปออสเตรเลียของชาวอังกฤษ นอกจาก ผู้ตั้งถิ่นฐานในยุคแรกส่วนใหญ่จะเป็นนักโทษและครอบครัวของทหารแล้ว อีกส่วนหนึ่งคือ ผู้ที่ตั้งใจย้ายมาตั้งรกรากใหม่ซึ่งรวมถึงชนชาติอื่น ๆ เช่น กรีก อิตาเลี่ยน ชาวยุโรปอื่น ๆ และมาเลเซีย เป็นต้น โดยเริ่มตั้งรกรากที่ซิดนีย์

ใน พ.ศ. 2343 (ค.ศ. 1800) เกิดการ “ตื่นทอง” (Gold rush) ส่งผลให้ผู้ที่มิใช่นักโทษอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในทวีปออสเตรเลียมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยกลุ่มคนที่มามีทั้งชาวอังกฤษ ไอร์แลนด์ เยอรมัน จีน นอกจากนี้ ยังมีชาวแอฟริกันอพยพย้ายมาด้วย โดยมีการนำเอาอูฐมาด้วย เพื่อออกสำรวจในพื้นที่ด้านในทวีป โดยเริ่มมีการตั้งถิ่นฐานบนเกาะแทสเมเนีย หรือชื่อที่เรียกในขณะนั้นคือ ฟานไดเมนส์แลนด์ (Van Diemen’s Land) ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 2368 (ค.ศ.1825) แยกออกมาเป็นรัฐอาณานิคมอีกรัฐหนึ่ง

นับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1850 (พ.ศ. 2393) อุตสาหกรรมขนสัตว์ การขุดทอง การขาดแคลนแรงงาน แผ่นดินอันกว้างใหญ่สำหรับการเพาะปลูก การทำเหมืองแร่ และการค้าขาย ได้ทำให้ออสเตรเลียเป็นดินแดนแห่งโอกาส และเป็นแรงกระตุ้นให้คนจากพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกหลั่งไหลมาตั้งรกรากในดินแดนออสเตรเลียเพิ่มจำนวนมากขึ้น

ในปี พ.ศ. 2372 (ค.ศ.1829) สหราชอาณาจักรได้ประกาศยึดครองดินแดนทางฝั่งตะวันตกของทวีปออสเตรเลีย และได้แยกดินแดนนี้จากนิวเซาท์เวลส์ออกมาเป็นอีกหลายมลรัฐ ได้แก่ รัฐออสเตรเลียใต้ ในปี พ.ศ. 2379 (ค.ศ.1836) รัฐนี้เรียกว่าเป็นพื้นที่เสรี (Free Province) คือ เป็นรัฐที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการรองรับนักโทษ (Penal Colony) รัฐวิคตอเรีย ในปี พ.ศ. 2394 (ค.ศ.1851) และรัฐควีนสแลนด์ ในปี พ.ศ. 2402 (ค.ศ.1859) ในส่วนของเขตการปกครอง นอร์เทอร์นเทอร์ริทอรี (Northern Territory) ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2454 (ค.ศ.1911) โดยเป็นส่วนที่ตัดออกมาจากรัฐออสเตรเลียใต้

ในปี พ.ศ. 2391 (ค.ศ.1848) นับเป็นปีแห่งการยุติการขนส่งนักโทษมายังทวีปออสเตรเลีย เนื่องจากมีการรณรงค์ยกเลิกมาตรการดังกล่าวโดยกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐาน ประเทศออสเตรเลียจึงไม่ใช่ดินแดนอาณานิคมของนักโทษอีกต่อไป สรุปนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2331 (ค.ศ.1788) มีชายหญิงประมาณ 160,000 คน ที่อพยพไปออสเตรเลียในฐานะเสมือนนักโทษ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลานี้ชนพื้นเมืองของออสเตรเลียได้เผชิญความยากลำบาก จากการรุกรานของผู้อพยพที่อ้างสิทธิในฐานะเจ้าอาณานิคม มีการขับไล่ออกจากพื้นที่ และการเข้ายึดทรัพย์ ในขณะเดียวกัน ชนพื้นเมืองต้องอยู่อย่างแร้นแค้น เกิดความเจ็บไข้ได้ป่วยและการเสียชีวิต ตลอดจนวิถีชีวิตดั้งเดิมและธรรมเนียมปฏิบัติถูกทำลาย

ก่อนที่ชนชาติยุโรปจะย้ายถิ่นฐานมาที่ทวีปออสเตรเลีย บนทวีปนี้มีชนพื้นเมืองอาศัยอยู่ ซึ่งจำนวนประชากรในขณะนั้นคาดว่าประมาณ 315,000 คน แต่วิถีชีวิตของชนพื้นเมืองเหล่านี้ถูกเปลี่ยนไปเมื่ออังกฤษเข้ามายึดครองและประกาศเป็นพื้นที่อาณานิคม ซึ่งต่อมาทำให้ชนพื้นเมืองมีจำนวนลดน้อยลง โดยในช่วงปี พ.ศ. 2473 (ค.ศ.1930) จำนวนประชากรลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 20 ของจำนวนประชากรเริ่มแรก

บรรดาผู้สถาปนาชาติใหม่เชื่อว่าพวกเขาได้สร้างสิ่งใหม่ ๆ และหลีกเลี่ยงกับดักของโลกเก่า เขาต้องการให้ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีความสามัคคีปรองดอง เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และยึดหลักความเสมอภาคของมนุษย์ รวมถึงมีแนวคิดที่ก้าวหน้าเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน การปฏิบัติตามวิถีแห่งประชาธิปไตยและเห็นคุณค่าการลงคะแนนเสียงแบบลับ และหนึ่งในพระราชบัญญัติฉบับแรกๆ ของรัฐสภาแห่งสหพันธรัฐใหม่คือการผ่าน Immigration Restriction Act 1901 ที่จำกัดการอพยพย้ายถิ่นเพียงชาวยุโรปโดยกำเนิดเท่านั้น

ใน พ.ศ. 2457 (ค.ศ. 1914) ออสเตรเลียได้เข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศออสเตรเลียเป็นอย่างมาก ผู้ชายออสเตรเลียเกือบ 3 ล้านคน และอาสาสมัครเกือบ 400,000 คนต้องเข้าร่วมรบในสงคราม ผลจากสงครามทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 60,000 คนและได้รับบาดเจ็บหลายหมื่นคน

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองกำลังของออสเตรเลียมีส่วนสนับสนุนครั้งสำคัญในการเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับยุโรป เอเชียและภาคพื้นแปซิฟิก ได้เข้าสู้รบในสงครามและได้รับชัยชนะอย่างน่าภาคภูมิใจ อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาระหว่างสงครามโลก เป็นเวลาที่ประเทศไร้เสถียรภาพ เศรษฐกิจตกต่ำ และสถาบันทางการเงินของออสเตรเลียหลายแห่งล้มลง

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง หรือหลังจากปี พ.ศ. 2488 (ค.ศ.1945) ออสเตรเลียได้เข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความเจริญรุ่งเรือง ผู้ลี้ภัยและผู้อพยพเรือนแสนเข้ามาอาศัยในออสเตรเลียในช่วงหลังสงครามทันที อุตสาหกรรมการผลิตต่าง ๆ กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งและเกิดความต้องการแรงงานอย่างมาก ผู้หญิงจำนวนมากเข้าไปทำงานในโรงงาน ขณะที่ผู้ชายที่กลับจากการออกรบในสงครามสามารถเข้ามาทำงานต่อได้

ที่สำคัญ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ออสเตรเลียมีนโยบายที่ไม่แบ่งแยกหรือเลือกปฏิบัติในระดับสากลและที่นี่จึงเป็นบ้านสำหรับประชาชนที่มาจากกว่า 200 ประเทศ

ในช่วงทศวรรษ 1950 เศรษฐกิจออสเตรเลียพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ระดับชาติ เช่น Snowy Mountains Scheme ซึ่งเป็นแผนกำลังไฟฟ้าพลังน้ำ ตั้งอยู่ในภูเขาบริเวณภาคตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลีย รวมถึงชานเมืองออสเตรเลียก็เริ่มมีความเจริญแผ่ไปถึง ทำให้อัตราผู้เป็นเจ้าของบ้านเพิ่มมากขึ้นจากร้อยละ 40 ในปี พ.ศ. 2490 (ค.ศ.1947) เป็นร้อยละ 70 ในทศวรรษ 1960

การพัฒนาอื่น ๆ รวมถึงการขยายของโปรแกรมความปลอดภัยทางสังคมของรัฐบาลและการเริ่มเผยแพร่สัญญาณโทรทัศน์ และในปี พ.ศ. 2499 (ค.ศ.1956) เมืองเมลเบิร์นได้เป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิก ทำให้ออสเตรเลียได้ส่องแสงประกายไปในระดับนานาชาติ

ช่วงทศวรรษ 1960 เป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงของออสเตรเลีย โดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967) ชาวออสเตรเลียได้ลงประชามติระดับชาติ โดยมีคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นให้รัฐบาลแห่งชาติมีอำนาจผ่านกฎหมายที่ทำในนามของชนพื้นเมืองออสเตรเลีย เพื่อพัฒนาเงื่อนไขความเป็นอยู่ของชาวอะบอริจินและชาวเกาะทอเรส สเตรท ซึ่งในปัจจุบันจำนวนชนพื้นเมืองมีอยู่มากกว่าร้อยละ 2 ของประชากรทั้งประเทศเพียงเล็กน้อย

นอกจากนี้ รัฐบาลออสเตรเลียได้ดำเนินบทบาทที่สำคัญ โดยการพยายามสร้างความสมานฉันท์ระหว่างกลุ่มชนพื้นเมืองและที่มิใช่ชนพื้นเมือง การดำเนินการที่สำคัญ คือ การออกมากล่าวขอโทษอย่างเป็นทางการของรัฐบาลเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ในกรณีที่มีการแยกเด็กชาวพื้นเมืองออกจากครอบครัวดั้งเดิมเพื่อต้องการลบล้างวัฒนธรรม

ประเทศออสเตรเลียในปัจจุบัน นับเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และการศึกษา

ด้านเศรษฐกิจ ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 ที่ผ่านมา รัฐบาลออสเตรเลียพยายามรักษาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งที่ได้เกิดขึ้น และได้เป็นหนึ่งในจำนวนไม่กี่ประเทศที่เป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD)) และ OECD ได้สรุปสภาวะเศรษฐกิจของออสเตรเลียในปี พ.ศ. 2549 ไว้ว่า ตั้งแต่เริ่มต้นทศวรรษ 1990 ออสเตรเลียมีมาตรฐานการดำรงชีวิตที่พัฒนาขึ้นอย่างมั่นคง โดยที่รัฐบาลไม่มีหนี้ และล้ำหน้ากว่าชาติอุตสาหกรรมทั้งหมดที่อยู่ในกลุ่ม G8 (ยกเว้นสหรัฐอเมริกา) โดยใน พ.ศ. 2553-54 ออสเตรเลียมีการส่งออกทั้งหมด 315.8 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ซึ่งมาจากการส่งออกแร่และพลังงาน สินค้าที่ผลิตด้วยเครื่องจักร รวมถึงสินค้าและบริการจากภาคชนบท

ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศในฝันสำหรับคนที่ต้องการเข้ามาแสวงหางาน เนื่องจากออสเตรเลียมีอัตราการว่าจ้างงานในระดับที่สูง โดย พ.ศ. 2554 อัตราการจ้างงานอยู่ที่ร้อยละ 88.4 แบ่งเป็นการว่าจ้างแบบเต็มเวลาร้อยละ 59.7 แบบไม่เต็มเวลา ร้อยละ 28.7 ขณะที่ระดับการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 5.6 ของกลุ่มแรงงานทั้งหมด

ด้านการเมือง ออสเตรเลียมีประชาธิปไตยที่เข้มแข็งซึ่งได้รับการบุกเบิกโดยการใช้วิธีการลงคะแนนเสียงแบบลับและให้ผู้หญิงมีสิทธิเลือกตั้ง ระบบของรัฐบาลออสเตรเลียสะท้อนรูปแบบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมของสหราชอาณาจักรและอเมริกาเหนือ แต่มีรายละเอียดปลีกย่อยที่เป็นรูปแบบเฉพาะของออสเตรเลีย

ด้านสังคม ปัจจุบัน ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีนโยบายไม่แบ่งแยกหรือเลือกปฏิบัติในระดับสากล ไม่มีการแบ่งชนชั้น และเปิดกว้างสำหรับการย้ายถิ่นหรือการลี้ภัย ที่นี่จึงเป็นบ้านสำหรับประชาชนที่มาจากกว่า 200 ประเทศ และเมื่อดูจำนวนประชากรจะพบว่า ประมาณ 1ใน 4 ของประชากรทั้งหมด เป็นคนที่มีถิ่นกำเนิดในต่างประเทศ

ด้านการศึกษา รัฐบาลออสเตรเลียให้ความสำคัญกับการศึกษาของประชาชนมาโดยตลอด โดยการศึกษาภาคบังคับจะบังคับจนถึงอายุ 15-16 ปี (ขึ้นอยู่กับกฎข้อบังคับในแต่ละรัฐ/เขตการปกครอง) และที่ผ่านมา มีอัตราการจบการศึกษาในระดับปริญญาอยู่ที่ร้อยละ 49 ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในกลุ่มประเทศ OECD นอกจากนี้ มีนักวิทยาศาสตร์ แพทย์ และนักเขียนชาวออสเตรเลียที่ได้รับรางวัลโนเบลถึง 10 คน ในส่วนของความสนใจด้านกีฬา ชาวออสเตรเลียให้ความสนใจในกิจกรรม/กีฬากลางแจ้ง โดยคิดเป็นร้อยละ 23.5 ของประชากรที่มีอายุมากกว่า 15 ปี เข้าร่วมกิจกรรมด้านกีฬา

รัฐและเขตปกครองต่างๆ ในออสเตรเลีย

รัฐนิวเซาท์เวลส์ (New South Wales : NSW)
ด้านการเกษตร รัฐนิวเซาท์เวลส์มีพื้นที่ติดทะเลเกือบครึ่งหนึ่งของรัฐ สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไปแบบอบอุ่น บริเวณตอนบนของรัฐที่ติดกับรัฐควีนส์แลนด์มีลักษณะอากาศกึ่งร้อนชื้น ทำให้เหมาะแก่การปลูกพืชต่างๆ ทั้งพืชไร่ ผลไม้และถั่วต่างๆ รวมทั้งผักชนิดต่างๆ พื้นที่ด้านตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐมีลักษณะเป็นทุ่งหญ้าและทะเลทราย ซึ่งเหมาะในการทำปศุสัตว์ต่างๆ ลักษณะทางกายภาพเช่นนี้เองทำให้ รัฐนิวเซาท์เวลส์มีผลผลิตทางการเกษตรมากทั้งพืชไร่ ผลไม้ ถั่ว รวมทั้งผักชนิดต่างๆ เช่น ฝ้าย ข้าว อ้อย และข้าวสาลี ผลไม้และถั่วต่างๆ แครอท เห็ด หัวหอม มันฝรั่ง มะเขือเทศ ผลไม้รสเปรี้ยวประเภท(citrus) เช่น ส้มและถั่วแมกคาเดเมียซึ่งสามารถผลิตได้มากที่สุดในออสเตรเลีย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1/3 ของผลผลิตสินค้าชนิดนี้ทั้งหมดในออสเตรเลีย และผักชนิดต่างๆนอกจากนี้ ยังมีผลผลิตจากภาคปศุสัตว์ ได้แก่ การทำฟาร์มวัวเนื้อและฟาร์มโคนม ทำฟาร์มแกะ ฟาร์มสุกร และฟาร์มไก่ รัฐนิวเซาท์เวลส์เป็นรัฐที่มีผลผลิตในภาคปศุสัตว์ที่สูงที่สุดของออสเตรเลีย

ด้านอุตสาหกรรม สินค้าอุตสาหกรรมส่งออกสำคัญ 5 รายการแรก ได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียมกลั่น (Refined petroleum), เวชภัณฑ์ยา ( Medicaments (incl veterinary), เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ (Medical instruments (incl veterinary), เหล็กแบนม้วนที่ยังไม่ได้เคลือบ (Uncoated flat-rolled iron & steel) และ เครื่องดื่มแอลกอฮอร์ (Alcoholic beverages)

สินค้าอุตสาหกรรมนำเข้าสำคัญ 5 รายการแรก ได้แก่ เวชภัณฑ์ยา ( Medicaments (incl veterinary) เครื่องมือ อุปกรณ์ อะไหล่ของสินค้าโทรคมนาคม (Telecom equipment & parts) คอมพิวเตอร์ (Computers) รถยนตร์ขนส่งผู้โดยสาร (Passenger motor vehicles) และ น้ำมันปิโตรเลียมกลั่น (Refined petroleum) ซึ่งมีมูลค่าการนำเข้ารวมในปี พ.ศ. 2551-2552 เท่ากับ 23,037 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย คิดเป็นร้อยละ 29.2 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดของรัฐนิวเซาท์เวลส์

รัฐวิคตอเรีย (Victoria : VT)
ด้านการเกษตร พื้นที่ของรัฐวิคตอเรียมีสภาพอากาศ 2 ลักษณะคือ บริเวณที่ติดชายฝั่งทะเลจะมีอากาศแบบอบอุ่นซึ่งเหมาะสำหรับการปลูกพืชชนิดต่างๆ โดยเฉพาะองุ่น รวมทั้งเป็นแหล่งผลิตไวน์สำคัญของออสเตรเลีย เพราะสามารถผลิตผลิตภัณฑ์จากองุ่นได้มากที่สุดของประเทศ นอกจากนี้ยังสามารถปลูกพืชไร่ ได้แก่ ข้าวสาลี ส่วนผลไม้ ได้แก่ ส้ม ส้มแมนดาริน รวมทั้งผลไม้ประเภทPomes (แอปเปิ้ลและลูกแพร์) ซึ่งสามารถผลิตได้มากที่สุดของประเทศ มีสัดส่วนการผลิตร้อยละ 57.43 ของผลผลิตต่อสินค้ากลุ่มนี้ของออสเตรเลีย นอกจากนี้ยังผลิต ลูกพีชและสตรอเบอร์รี่ และผักชนิดต่างๆ ได้แก่ แครอท และ เห็ดชนิดต่างๆที่สามารถผลิตได้ใกล้เคียงกับรัฐนิวเซาท์เวลส์ รวมทั้ง หัวหอม มันฝรั่ง และมะเขือเทศซึ่งสามารถผลิตได้มากที่สุดของประเทศมีสัดส่วนการผลิตร้อยละ 55.36 ของผลผลิตสินค้าชนิดนี้ทั้งหมด สำหรับพื้นที่บริเวณด้านบนของรัฐซึ่งไม่ติดชายทะเลมีลักษณะเป็นทุ่งหญ้า จึงเหมาะแก่การทำปศุสัตว์ต่างๆ โดยผลผลิตจาก ปศุสัตว์ ได้แก่ การทำฟาร์มโคนมซึ่งผลิตได้มากที่สุดในออสเตรเลีย มีสัดส่วนการผลิตถึงร้อยละ 61.98 ของผลผลิตสินค้าชนิดนี้ทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีการทำฟาร์มวัวเนื้อ ผลิตภัณฑ์จากแกะ สุกรและผลผลิตจากไก่ทั้งเนื้อและไข่ไก่

ด้านอุตสาหกรรม สินค้าอุตสาหกรรมส่งออกสำคัญ 5 รายการแรก ได้แก่ รถยนตร์ขนส่งผู้โดยสาร (Passenger motor vehicles), เวชภัณฑ์ยา (Medicaments (incl veterinary) น้ำมันปิโตรเลียมกลั่น (Refined petroleum) เครื่องมือที่ใช้ในการวัดและการวิเคราะห์ (Measuring & analysing instruments) และเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ (Alcoholic beverages) ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกรวม ในปี 2008 – 2009 เท่ากับ 3,819 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย คิดเป็นร้อยละ 18.70 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของ รัฐวิคตอเรีย

สินค้าอุตสาหกรรมนำเข้าสำคัญ 5 รายการแรก ได้แก่ รถยนตร์ขนส่งผู้โดยสาร (Passenger motor vehicles), น้ำมันปิโตรเลียมกลั่น (Refined petroleum) อะไหล่และอุปกรณ์ตกแต่งรถยนตร์ ( Vehicle parts & accessories) รถเข็นเด็กทารก ของเล่น และสินค้าประเภทเกมส์และกีฬา (Prams, toys, games & sporting goods) และ เครื่องมือ อุปกรณ์ อะไหล่ของสินค้าโทรคมนาคม (Telecom equipment & parts) มีมูลค่าการนำเข้ารวมในปี พ.ศ. 2551-2552 เท่ากับ 8,697 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย คิดเป็นร้อยละ 15.89 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด ของรัฐวิคตอเรีย

รัฐควีนส์แลนด์ (Queensland : QLD)
ด้านการเกษตร รัฐควีนส์แลนด์มีลักษณะสภาพอากาศที่ค่อนข้างหลากหลาย ประกอบด้วย บริเวณตอนบนสุดของรัฐมีสภาพอากาศแบบเส้นศูนย์สูตร บริเวณที่อยู่ถัดลงมาจากตอนบนมีลักษณะอากาศแบบเขตร้อนชื้น ส่วนบริเวณทางด้านตะวันตกของรัฐมีลักษณะเป็นเขตทะเลทราย ส่วนพื้นที่ตอนกลางของรัฐเป็นทุ่งหญ้าและด้านตะวันออกของรัฐที่มีอาณาเขตติดต่อกับชายฝั่งทะเลมีลักษณะอากาศแบบกึ่งร้อนชื้น รวมทั้งบริเวณพื้นที่ส่วนเล็กๆทางตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐที่อยู่ติดกับรัฐนิวเซาท์เวลส์มีลักษณะอากาศแบบอบอุ่น จึงทำให้รัฐนี้มีผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญได้แก่ พืชไร่ประเภท Cotton lint , Grain sorghum และ ข้าวสาลี รวมทั้ง อ้อย ที่สามารถผลิตได้มากที่สุดในออสเตรเลีย มีสัดส่วนการผลิตมากถึงร้อยละ 94.87 ของผลผลิตสินค้าชนิดนี้ทั้งหมดของรัฐ สำหรับผลไม้ ได้แก่ ส้มแมนดาริน โดยเฉพาะ กล้วย มะม่วงและสตรอเบอร์รี่ ซึ่งสามารถผลิตได้มากที่สุดของประเทศเช่นเดียวกัน มีสัดส่วนการผลิตร้อยละ 67.25 ของผลผลิตต่อสินค้ากลุ่มนี้ทั้งหมดของรัฐ นอกจากนี้ยังผลิตแอปเปิ้ล ถั่วแมกคาเดเมีย และลูกพีช รวมทั้งผลผลิตของผักชนิดต่างๆ ได้แก่ แครอท และมะเขือเทศ ยิ่งกว่านั้น ผลผลิตจากภาคปศุสัตว์ ได้แก่ ฟาร์มโคนมและฟาร์มเนื้อวัวซึ่งให้ผลผลิตมากที่สุดในออสเตรเลียคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 40.48 ของผลผลิตสินค้าชนิดนี้ทั้งหมดของรัฐ รวมทั้ง ยังสามารถผลิตผลิตภัณฑ์จากแกะ สุกร และทั้งไก่เนื้อและไข่ไก่

ด้านอุตสาหกรรม สินค้าอุตสาหกรรมส่งออกสำคัญ 5 รายการแรก ได้แก่ ปุ๋ย (Fertilisers (excl crude)), อาหารสัตว์ (Animal feed), น้ำมันปิโตรเลียมกลั่น (Refined petroleum), Non-ferrous waste & scrap และ เครื่องมือ อุปกรณ์ และอะไหล่ สำหรับการวิศวกรโยธา (Civil engineering equipment & parts) ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกรวม ในปี พ.ศ. 2551-2552 เท่ากับ 1,885 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย คิดเป็นร้อยละ 3.34 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของรัฐ ควีนส์แลนด์

สินค้าอุตสาหกรรมนำเข้าสำคัญ 5 รายการแรก ได้แก่ รถยนตร์ขนส่งผู้โดยสาร (Passenger motor vehicles) น้ำมันปิโตรเลียมกลั่น (Refined petroleum) พาหนะสำหรับขนส่งสินค้า (Goods vehicles) เครื่องมือ อุปกรณ์ และอะไหล่ สำหรับการวิศวกรโยธา (Civil engineering equipment & parts)และ ยางลักษณะเป็นเส้น กลม และท่อ (Rubber tyres, treads & tubes) ซึ่งมีมูลค่าการนำเข้ารวมในปี พ.ศ. 2551-2552 เท่ากับ 8,015 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย คิดเป็นร้อยละ 23.6 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดของรัฐควีนส์แลนด์

รัฐเซาท์ออสเตรเลีย (South Australia: SA)
ด้านการเกษตร รัฐออสเตรเลียใต้มีลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่บริเวณด้านบนของรัฐเป็นทะเลทราย บริเวณตอนล่างของรัฐ มีอาณาเขตติดต่อกับชายฝั่งทะเลเรื่อยมาจนเข้าสู่พื้นที่ส่วนกลางของรัฐมีลักษณะเป็นทุ่งหญ้า และบริเวณตอนล่างสุดของรัฐมีลักษณะอากาศเป็นแบบอบอุ่น ผลผลิตการเกษตรของรัฐมีดังนี้ พืชไร่ ได้แก่ ข้าวบาร์เล่ย์ พืชประเภท Canola, Lupins, Oats และข้าวสาลี ส่วนผลไม้และถั่วต่างๆ ได้แก่ ส้มแมนดาริน ส้ม แอปเปิ้ล ลูกแพร์ ลูกพีช และสตรอเบอร์รี่ ผักชนิดต่างๆ ได้แก่ แครอท เห็ด มะเขือเทศ หัวหอม และมันฝรั่งซึ่งผลิตได้มากที่สุดของออสเตรเลีย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 32.52 ของผลผลิตสินค้าชนิดนี้ทั้งหมดของรัฐ นอกจากนี้ ยังมีผลผลิตจากภาคปศุสัตว์ ได้แก่ วัวเนื้อและวัวนม ผลิตภัณฑ์จากแกะและสุกร รวมทั้ง ไข่ไก่ และ ผลผลิตจากภาคประมง ได้แก่ ปลาชนิดต่างๆซึ่งมีสัดส่วนของมูลค่าการผลิตร้อยละ 26.02ของผลผลิตสินค้าชนิดนี้ทั้งหมดของรัฐ โดยเฉพาะปลาทูน่าสามารถผลิตได้มากที่สุดในออสเตรเลีย มีมูลค่าเท่ากับ 186,742,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย(ข้อมูลปี พ.ศ. 2550-2551) และผลิตผลิตภัณฑ์จากกลุ่ม Crustaceans ได้แก่ กุ้งต่างๆ รวมทั้งกุ้งมังกร และปูชนิดต่างๆ

ด้านอุตสาหกรรม สินค้าอุตสาหกรรมส่งออกสำคัญ 5 รายการแรก ได้แก่ เครื่องดื่ม แอลกอฮอร์ (Alcoholic beverages) รถยนตร์ขนส่งผู้โดยสาร (Passenger motor vehicles) น้ำมันปิโตรเลียมกลั่น (Refined petroleum) อาหารสัตว์ (Animal feed) และ Ferrous waste & scrap ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกรวม ในปี พ.ศ. 2551-2552 เท่ากับ 2,787 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย คิดเป็นร้อยละ 29.30 ของมูลค่า การส่งออกทั้งหมดของรัฐออสเตรเลียใต้

สินค้าอุตสาหกรรมนำเข้าสำคัญ 5 รายการแรก ได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียมกลั่น (Refined petroleum) รถยนตร์ขนส่งผู้โดยสาร (Passenger motor vehicles), อะไหล่และอุปกรณ์ตกแต่งยานพาหนะ (Vehicle parts & accessories) พาหนะสำหรับขนส่งสินค้า (Goods vehicles) และ Rotating electric plant & parts ซึ่งมีมูลค่าการนำเข้ารวม ในปี พ.ศ. 2551-2552 เท่ากับ 2,142 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย คิดเป็นร้อยละ 31.19 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดของรัฐออสเตรเลียใต้

รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย (West Australia : WA)
ด้านการเกษตร รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียเป็นรัฐที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศออสเตรเลีย ประกอบด้วยสภาพภูมิอากาศต่างๆดังนี้ บริเวณทางตอนบนสุดของรัฐมีอากาศแบบเขตร้อนชื้น ส่วนบริเวณตอนบนส่วนล่าง ตอนกลาง และบริเวณตอนล่างส่วนบนของรัฐเป็นเขตทะเลทรายที่ล้อมรอบด้วยทุ่งหญ้า ส่วนทางตอนล่างของรัฐนั้นมีลักษณะอากาศเป็นแบบกึ่งร้อนชื้น ซึ่งเหมาะในการผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญต่างๆดังนี้ พืชไร่ ได้แก่ ข้าวบาร์เล่ย์ พืชประเภท Canola, Lupins, Oats โดยเฉพาะข้าวสาลีผลิตได้มากที่สุดของประเทศ มีสัดส่วนผลผลิตร้อยละ 38.63 ของผลผลิตสินค้าชนิดนี้ทั้งหมดของรัฐ ส่วนผลไม้และถั่วต่างๆ ได้แก่ ส้มแมนดาริน ส้ม แอปเปิ้ล กล้วย มะม่วง ลูกพีชและสตรอเบอร์รี่ และ ผักชนิดต่างๆ ได้แก่ หัวหอม มันฝรั่ง มะเขือเทศ ส่วนแครอทสามารถผลิตได้มากที่สุดของประเทศ มีสัดส่วนผลผลิตร้อยละ 30.72 ของผลผลิตสินค้าชนิดนี้ทั้งหมดของรัฐ นอกจากนี้ ยังมีผลผลิตจากภาคปศุสัตว์ ได้แก่ วัวเนื้อและวัวนม ผลิตภัณฑ์จากแกะและสุกรรวมทั้งไก่เนื้อและไข่ไก่ และผลผลิตจากภาคประมง ได้แก่ สัตว์น้ำทะเลประเภท Crustaceans และ ประเภท Molluscs ซึ่งสามารถผลิตได้มากที่สุดของประเทศ มีสัดส่วนผลผลิตร้อยละ 33.99 และ 33.69 ของผลผลิตสินค้ากลุ่มนี้ทั้งหมดของรัฐ ตามลำดับ

ด้านอุตสาหกรรม สินค้าอุตสาหกรรมส่งออกสำคัญ 5 รายการแรก ได้แก่ เหรียญทองและเหรียญที่ใช้ตามกฏหมาย (Gold coin & legal tender coin) เม็ดสี (Pigment) สีสำหรับทาและสีเคลือบ ( paints & varnishes) น้ำมันปิโตรเลียมกลั่น (Refined petroleum) ไม้เป็นชิ้นๆ ( Wood in chips or particles) และ สารเคมีลักษณะสารอนินทรีย์ (Inorganic chemical elements) ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกรวม ในปี พ.ศ. 2551-2552 เท่ากับ 1,919 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย คิดเป็นร้อยละ 2.21 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย

สินค้าอุตสาหกรรมนำเข้าสำคัญ 5 รายการแรก ได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียมกลั่น (Refined petroleum) รถยนตร์ขนส่งผู้โดยสาร (Passenger motor vehicles), อะไหล่และอุปกรณ์ตกแต่งรถยนตร์ ( Vehicle parts & accessories) ปั๊ม (Pump (excl liquid pumps) เครื่องมือ อุปกรณ์ และอะไหล่ สำหรับการวิศวกรโยธา (Civil engineering equipment & parts) และ พาหนะสำหรับขนส่งสินค้า (Goods vehicles) ซึ่งมีมูลค่าการนำเข้ารวม ในปี พ.ศ. 2551-2552 เท่ากับ 6,850 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย คิดเป็น ร้อยละ 20.68 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด ของรัฐรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย

รัฐแทสมาเนีย (Tasmania : TM)
ด้านการเกษตร รัฐแทสมาเนียเป็นเกาะเล็กๆที่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปออสเตรเลีย และมีสภาพภูมิอากาศแบบอบอุ่นทั้งรัฐ ผลผลิตทางการเกษตรมีดังนี้ ผลไม้และถั่วต่างๆ ได้แก่ แอปเปิ้ลซึ่งผลิตได้ค่อนข้างมาก ลูกพีช ลูกแพร์ และ สตรอเบอร์รี่ ส่วนผักชนิดต่างๆ ได้แก่ แครอทและมันฝรั่งซึ่งผลิตได้มากรองจากรัฐออสเตรเลียตะวันตกและรัฐออสเตรเลียใต้ ตามลำดับ และยังสามารถผลิตหัวหอมได้มากที่สุดของออสเตรเลีย มีสัดส่วนผลผลิตคิดเป็นร้อยละ 34.80 ของผลผลิตสินค้าชนิดนี้ทั้งหมดของรัฐ นอกจากนี้ ยังมีผลผลิตจากภาคปศุสัตว์ ได้แก่ วัวเนื้อและวัวนม ผลิตภัณฑ์จากแกะ สุกร และไข่ไก่ รวมทั้งผลผลิตจากประมง ได้แก่ ปลาต่างๆ รวมทั้งปลาในตระกูลแซลมอน และ Abalone ซึ่งผลิตได้มากที่สุดของประเทศมีสัดส่วนผลผลิตคิดเป็นร้อยละ 26.11 ของผลผลิตสินค้าชนิดนี้ทั้งหมดของรัฐ

ด้านอุตสาหกรรม สินค้าอุตสาหกรรมส่งออกสำคัญ 5 รายการแรก ได้แก่ ไม้เป็นชิ้นๆ ( Wood in chips or particles) พาหนะสำหรับขนส่งสินค้า (Goods vehicles) ช็อกโกแลตและโกโก้สำหรับปรุงอาหาร (Chocolate & preparations of cocoa) ชีสและน้ำนมที่แข็งตัว (Cheese & curd) และ Veneers, plywood & particle board ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกรวมในปี พ.ศ. 2551-2552 เท่ากับ 549 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย คิดเป็นร้อยละ 15.77 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของรัฐแทสเมเนีย 

สินค้าอุตสาหกรรมนำเข้าสำคัญ 5 รายการแรก ได้แก่ Steam & other vapour ปั๊มและเศษกระดาษ (Pulp & waste paper) ผลิตภัณฑ์ที่เหลือจากการผลิตปิโตรเลียม (Residual petroleum products, nes,) เครื่องยนตร์ทและมอร์เตอร์ที่ไม่ใช่ไฟฟ้า (Non-electric engines & motors) และ อาหารสัตว์ (Animal feed) ซึ่งมีมูลค่าการนำเข้ารวม ในปี พ.ศ. 2551-2552 เท่ากับ 231 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย คิดเป็นร้อยละ 24.16 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดของรัฐ

นอร์ทเทิร์นแทริทอร์รี (Northern Territory : NT)
ด้านการเกษตร อาณาเขตตอนเหนือ มีสภาพอากาศโดยทั่วไปดังนี้ บริเวณตอนบนสุดมีอากาศแบบเขตร้อนชื้น ถัดตอนกลางเรื่อยมาจนถึงตอนใต้บางส่วนมีทุ่งหญ้าสลับกับทะเลทราย จึงเหมาะแก่การเลี้ยงสัตว์

ด้านอุตสาหกรรม สินค้าอุตสาหกรรมส่งออกสำคัญ 5 รายการแรก ได้แก่ ไข่มุกและอัญมนี (Pearls & gems) พาหนะสำหรับขนส่งสินค้า (Goods vehicles) สารเคมีลักษณะสารอนินทรีย์ (Inorganic chemical elements) น้ำมันปิโตรเลียมกลั่น (Refined petroleum) เครื่องบิน ยานอวกาศและอะไหล่(Aircraft, spacecraft & parts) และ โลหะ (Manufactures of base metal, nes) ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกรวม ในปี พ.ศ. 2551-2552 เท่ากับ 307 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย คิดเป็นร้อยละ 4.88 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของ อาณาเขตตอนเหนือ

สินค้าอุตสาหกรรมนำเข้าสำคัญ 5 รายการแรก ได้แก่ Steam & other vapour ปั๊มและเศษกระดาษ (Pulp & waste paper) ผลิตภัณฑ์ที่เหลือจากการผลิตปิโตรเลียม (Residual petroleum products, nes,) เครื่องยนตร์ทและมอร์เตอร์ที่ไม่ใช่ไฟฟ้า (Non-electric engines & motors) และ อาหารสัตว์ (Animal feed) ซึ่งมีมูลค่าการนำเข้ารวม ในปี พ.ศ. 2551-2552 เท่ากับ 231 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย คิดเป็นร้อยละ 24.16 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดของรัฐ

ออสเตรเลียนแคปิตอลแทริทอร์รี หรือนครหลวงออสเตรเลีย ( Australian Capital Territory : ACT)
เขตปกครองพิเศษ นครหลวงออสเตรเลีย อยู่เป็นส่วนหนึ่งในรัฐนิวเซาท์เวลส์และมีลักษณะภูมิอากาศเป็นแบบอบอุ่น นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของ กรุงแคนเบอรา เมืองหลวงของออสเตรเลีย

ด้านอุตสาหกรรม สินค้าอุตสาหกรรมส่งออกสำคัญ 5 รายการแรก ได้แก่ เครื่องมือที่ใช้ในการวัดและวิเคราะห์ (Measuring & analysing instruments) เครื่องมือและอะไหล่ที่ใช้ในการจัดการกับเครื่องจัก (Mechanical handling equip & part) และ Optical instruments ซึ่งมีมูลค่า การส่งออกรวม ในปี พ.ศ. 2551-2552 เท่ากับ 5,746 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย คิดเป็นร้อยละ 51.88 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของออสเตรเลียนแคปิตอลแทริทอร์รี

สินค้าอุตสาหกรรมนำเข้าสำคัญ 5 รายการแรก ได้แก่ Arms & ammunition, Measuring & analysing instruments, Non-electric engines & motors, Non-electrical machinery & parts และ Internal combustion piston engines ซึ่งมีมูลค่าการนำเข้ารวม ในปี พ.ศ. 2551-2552 เท่ากับ 3,096 ล้านดอลลาร์ ออสเตรเลีย คิดเป็นร้อยละ 43.28 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดของ ออสเตรเลียนแคปิตอลแทริทอร์รี

สรุป
ออสเตรเลียนับเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ มีแรงงานที่มีทักษะ สามารถแข่งขันได้มีความมั่งคงทางการเมือง เป็นสังคมประชาธิปไตย และส่งเสริมด้านการศึกษาและส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่จะกล่าวโดยละเอียดในบทต่อไป

Works Cited

Australian Government. (n.d.). Australian Bureau of Statistics. Retrieved from Census.

Australian Government. (n.d.). Australia in brief. Retrieved from Australian Government: Department of Foreign Affairs and Trade: http://www.dfat.gov.au/aib/overview.html

Australian Government. (n.d.). Floral Emblem of Australia. Retrieved from Australian National Botanic Garden: Centre for Australian National Biodiversity Research: http://www.anbg.gov.au/emblems/aust.emblem.html

Central Intelligence Agency. (n.d.). The World Fact Book: Australia. Retrieved from Central Intelligence Agency: https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/as.html

Coholic, A. (n.d.). Australia Population and Stat. Retrieved from Outback Snack: A little snack of Australia, our humour, culture, people, places, heroes, aussie society, and wildlife: http://outbackcooking.blogspot.com/2011/09/australia.html

Wikipedia. (n.d.). Australia. Retrieved from Wikipedia: http://en.wikipedia.org/wiki/Australia

Digital Image Source

Australian Government: Bureau of Meteorology. (n.d.). Climate Classification of Australia. [Map]. Retrieved from http://www.virtualoceania.net/australia/maps/climate.html

Australian Government. (n.d.). Floral Emblem of Australia. [Image]. Retrieved from Australian National Botanic Garden: Centre for Australian National Biodiversity Research: http://www.anbg.gov.au/emblems/aust.emblem.html

Central Intelligence Agency. (n.d.). The World Fact Book: Australia. [Image].Retrieved from Central Intelligence Agency: https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/as.html

Coholic, A. (n.d.). Australia Population and Stat. [Image]. Retrieved from Outback Snack: A little snack of Australia, our humour, culture, people, places, heroes, aussie society, and wildlife: http://outbackcooking.blogspot.com/2011/09/australia.html

Mitfits Vintage. (2011). Australia 101. [Image]. Retrieved from http://www.misfitsvintage.com/2011/03/australia-101-part-1-geography.html

Romsey Australia. (2012). Summary of Major Bush Fires in Australia since 1851. [Image]. Retrieved from http://home.iprimus.com.au/foo7/firesum.html

Wikipedia. (2511). Australia. [Image]. Retrieved from Wikipedia: http://en.wikipedia.org/wiki/Australia

www.timetemperature.com, Inc. (n.d.). Australia Time Zones – Australia Current Time.
[Map]. Retrieved from http://www.timetemperature.com/australia/australia_time_zones.shtml

ขอขอบคุณสถาบัน ATI ที่ให้การสนับสนุน

ATI-logo-large