ความร่วมมือด้านต่างๆ ระหว่างไทย-ออสเตรเลีย

ด้านการทหารและความมั่นคง

ประเทศไทยกับออสเตรเลียมีความร่วมมือด้านการทหารกันอย่างใกล้ชิดเนื่องจากทั้งสองประเทศมียุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงคล้ายกันคือ การผูกมิตรกับสหรัฐอเมริกาและจากการที้ทั้งสองประเทศต่างเข้าร่วมเป็นสมาชิกภาคีของสนธิสัญญาการป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (South East Asia Treaty Organization - SEATO) ซึ่งสหรัฐอเมริกาเป็นแกนนำในการก่อตั้งเพื่อป้องกันการรุกรานของระบอบคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดสงครามกลางเมืองในประเทศลาว ออสเตรเลียให้การสนับสนุนด้วยการส่งทหารเข้ามาในประเทศไทยเพื่อสกัดกั้นการรุกรานจากฝ่ายคอมมิวนิสต์ และยังส่งทหารเข้าไปร่วมรบกับทหารสหรัฐอเมริกาในสงครามเวียดนาม นับเป็นการช่วยเหลือรัฐกันชนอย่างไทยจากการรุกรานของฝ่ายคอมมิวนิสต์อีกทางหนึ่ง

ต่อมาในปี พ.ศ.2515 ไทยและออสเตรเลียจึงได้จัดทำความตกลงร่วมมือทางทหารทวิภาคีโดยออสเตรเลียได้ให้การสนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินการตามโครงการความร่วมมือในการป้องกัน (Defense Cooperation Program: DCP) ออสเตรเลียได้ให้เงินสนับสนุนแก่ไทยและให้ความร่วมมือทางทหาร ที่สำคัญ ได้แก่

  1. การฝึกร่วมสามเหล่าทัพ อาทิเช่น การแลกเปลี่ยนกองร้อยทหารราบไปฝึกร่วม (Temple Jade & Chapel Gold) การฝึกผสมระหว่างหน่วยรบพิเศษของกองทัพบก (Night Panther) การฝึกในการต่อต้านการก่อการร้าย(Day Panther) และการฝึกผสมระหว่างกำลังทางเรือ และกำลังทางอากาศ (AUSTHAI) เป็นต้น
  2. การให้ทุนการศึกษา ในแต่ละปีออสเตรเลียให้ทุนแก่นายทหารไปศึกษาในหลักสูตรทางทหารในออสเตรเลียอาทิหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรและหลักสูตรฝ่ายเสนาธิการปีละประมาณ 100 นาย เช่นเดียวกับฝ่ายไทยที่ได้ส่งนักเรียนนายร้อย นักเรียนนายเรือ และนักเรียนนายเรืออากาศเข้ารับการศึกษา ณ โรงเรียนนายร้อยรวมเหล่าออสเตรเลีย (ADFA) และวิทยาลัยการทหารดันทรูน (Duntroon) เป็นประจำทุกปี
  3. ความช่วนเหลือด้านอื่นๆ อาทิ ออสเตรเลียได้ให้ความช่วยเหลือในด้านการปรับปรุงโครงสร้างอัตรากำลังและระบบการบริหารกองทัพไทย และการจัดทำโครงการความร่วมมือด้านการวิจัยร่วมกันระหว่างกองทัพไทยและออสเตรเลียและมีโครงการให้ความช่วยเหลือในการปรับปรุงระบบ IT ของกระทรวงกลาโหมไทย การรวบรวมข้อมูลในการบันทึกพิกัดจากดาวเทียม GPS และการตรวจสอบความมั่นคงของโครงสร้างอากาศยาน
  4. การลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสนับสนุนด้านการส่งกำลังบำรุงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งประเทศออสเตรเลีย ฉบับใหม่เมื่อวันที่ 29 มกราคมพ.ศ.2547

 

38

ที่มา: จากการรวบรวม

ด้านการต่อต้านการก่อการร้าย

ออสเตรเลียได้ลงนามความตกลงด้านการต่อต้านการก่อการร้าย (MOUs on Counter-Terrorism) กับหลายประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ ฟิจิ กัมพูชาติมอร์เลสเต อินเดีย บรูไนฯ ปาปัวนิวกินี ปากีสถาน และอัฟกานิสถานโดยได้ลงนามนามบันทึกความเข้าใจระดับทวิภาคีในการต่อต้านการก่อการร้ายกับประเทศไทยเป็นประเทศแรก ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2545 (ค.ศ. 2002)

ออสเตรเลียเน้นการใช้แนวทางการทูตสาธารณะในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงและเสริมสร้างความสมานฉันท์ โดยเฉพาะการจัดการปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากปัญหาด้านเชื้อชาติและศาสนา เห็นได้จากความพยามของออสเตรเลียที่จะช่วยประสานร้อยร้าว สร้างความสามัคคีและความเข้าใจระหว่างศาสนา โดยเฉพาะศาสนาอิสลามในออสเตรเลียและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งออสเตรเลียได้สนุบสนุนและริเริ่มโครงการต่างๆ หลายโครงการเช่น ให้ความร่วมมือกับอินโดนีเซียในการจัดประชุม Interfaith Dialogue 2 ครั้ง การจัดโครงการแลกเปลี่ยนการเยือนและการติดต่อระหว่างกลุ่มมุสลิมในออสเตรเลียและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งในไทยและอินโดนีเซียโดยมุ่งเน้นการเรียนรู้ประสบการณ์ของออสเตรเลียในการจัดหลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียนมุสลิมผสมกับหลักสูตรทั่วไปของออสเตรเลีย

สำหรับประเทศไทยนั้น ออสเตรเลียโดยนายสตีเฟ่น สมิธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ของออสเตรเลีย ได้อนุมัติเงินช่วยเหลือจำนวน 1 ล้านเหรียญออสเตรเลีย เพื่อพัฒนาด้านการศึกษาในภาคใต้ของไทยเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2552

นอกจากนี้ ออสเตรเลียได้ร่วมมือกับไทยในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อความมั่นคงในภูมิภาค รวมทั้งผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาการลักลอบเข้าเมืองอย่างจริงจังเช่นการแถลงการณ์ร่วมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยความร่วมมือในการต่อต้านการเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และการลักลอบค้ามนุษย์ตลอดจนการลักลอบขนผู้ย้ายถิ่นฐาน ในเดือนกรกฎาคมพ.ศ.2544ความตกลงว่าด้วยการโอนตัวผู้กระทำผิดและความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญาในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2544 และสนธิสัญญาความช่วยเหลือร่วมกันทางกฎหมาย (Mutual Legal Assistance Treaty) ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2549

ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญต่อออสเตรเลีย ในความพยายามที่จะทำให้เกิดการต่อต้านบรรดาผู้ค้าของเถื่อนและยาเสพติดอย่างแข็งขัน และมีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปสอบสวนในออสเตรเลียในช่วงหลายปีมานี้

ด้านเศรษฐกิจและการค้า

ระดับทวิภาคี
ประเทศไทยและออสเตรเลียได้ลงนามความตกลงการค้าเสรี (Thailand-Australia Free Trade Agreement - TAFTA) เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ.2547 ณ กรุงแคนเบอร์ร่า ประเทศออสเตรเลีย ระหว่างการเยือนออสเตรเลียของ พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 4 - 6 กรกฎาคม พ.ศ.2547 ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2548

การลงนามข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลียในครั้งนี้ ถือเป็นการทำข้อตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement:FTA) ฉบับแรกของไทยกับประเทศพัฒนาแล้วที่มีขอบเขตความตกลงอย่างกว้างขวาง ครอบคลุมทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตลาดการค้าสินค้าและบริการ พิธีการศุลกากร การลงทุน นโยบายการแข่งขัน ทรัพย์สินทางปัญญา การจัดซื้อของรัฐ และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในส่วนของออสเตรเลีย ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) นับเป็นข้อตกลงการค้าเสรีลำดับที่ 4 ต่อจากนิวซีแลนด์ สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา และเป็นลำดับ 2 ในการลงนามข้อตกลงกับสมาชิกของอาเซียน อีกทั้ง ยังเป็นข้อตกลงการค้าเสรีครั้งแรกที่เกิดขึ้น ระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลียจึงนับเป็นมาตรฐานสำหรับการเปิดเสรีทางการค้าในภูมิภาคในอนาคต

นอกจากเปิดเสรีทางการค้าระดับทวิภาคีแล้ว TAFTA ยังมุ่งส่งเสริมความร่วมมือ ด้านความโปร่งใสและการปฏิบัติการที่ดีที่สุดระหว่างประเทศ เช่น สิทธิด้านทรัพย์สินทางปัญญา นโยบายการแข่งขัน พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-commerce) มาตรฐานการกักบุคคลหรือสัตว์ที่ต้องสงสัยว่าอาจเป็นพาหะนำโรคติดต่อ และมาตรฐานด้านอุตสาหกรรม เป็นต้น เพื่อให้เกิดการสร้างมาตรฐานเดียวกัน

นอกจากนี้ TAFTA ยังเพิ่มโอกาสในการนำเข้าด้านบริการจากประเทศไทยสู่ออสเตรเลียซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริการด้านการท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจ และการคมนาคมขนส่ง รวมถึงการชอปปิ้งด้วย ในอนาคต ประเทศไทยกำลังพยายามเพิ่มศักยภาพการส่งออกบริการด้านสุขภาพ การแพทย์ทางเลือก และบริการที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพต่างๆ

ในส่วนของออสเตรเลีย นับตั้งแต่การเข้าร่วมใน TAFTA เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2547 การดำเนินงานต่าง ๆ เป็นไปอย่างเรียบร้อยโดยมีบริษัทของออสเตรเลียมากกว่า 870 แห่งลงทะเบียนเป็นผู้ส่งออกภายใต้ TAFTA และมีหนังสือรับรองการขนส่งสินค้าทางเรือเข้าสู่ประเทศไทยมากกว่า 14,000 ฉบับ ศูนย์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ(The Centre for International Economics) ได้ประเมินว่า TAFTA จะมีส่วนกระตุ้น GDP ของออสเตรเลียมากกว่า 2.4 พันล้านเหรียญสหรัฐภายในช่วง 20 ปีแรกที่เริ่มดำเนินการ

ประเทศไทยมีการผ่อนคลายเงื่อนไขและข้อจำกัดหลายประการที่เกี่ยวกับการขอวีซ่าและใบอนุญาตสำหรับนักธุรกิจชาวออสเตรเลียและมีการรับประกันว่า จะไม่มีการเลือกปฏิบัติต่อการลงทุนของออสเตรเลียในประเทศไทย ความจำกัดด้านความเท่าเทียมของชาวต่างชาติซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อยในประเทศไทยยังได้ถูกยกเลิกในธุรกิจหลายประเภท รวมถึงการทำเหมืองแร่ การจัดจำหน่าย การก่อสร้าง การให้คำปรึกษาด้านการจัดการ ภัตตาคารและโรงแรมขนาดใหญ่ สถาบันทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และคลังสินค้าเกี่ยวกับการเดินเรือ เป็นต้น

ด้านการศึกษาและการคมนาคมขนส่ง นับเป็นการส่งออกด้านบริการที่สำคัญมากที่สุดของออสเตรเลียที่ส่งมายังประเทศไทย โดยออสเตรเลียนับเป็นจุดหมายที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งสำหรับคนไทยที่ต้องการศึกษาต่อในต่างประเทศ ซึ่งมีสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของบรรดานักเรียนต่างชาติทั้งหมด

ด้านการลงทุนของออสเตรเลียในไทย ออสเตรเลียคาดหวังให้ TAFTA พัฒนาสิ่งแวดล้อมในไทยให้เอื้อต่อการลงทุน แต่ยังคงมีข้อจำกัดต่าง ๆ เช่น กฎระเบียบที่ยุ่งยากและล่าช้า กำแพงทางด้านภาษา โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เอื้ออำนวย เป็นต้น

ด้านการส่งออก หากกำแพงภาษีของไทยลดลง ย่อมจะทำให้ออสเตรเลียมีโอกาสเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าได้มากขึ้น สินค้าส่งออกที่สำคัญของออสเตรเลีย อาทิ อะไหล่/ชิ้นส่วนรถยนต์และอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ประเทศไทยได้ลดกำแพงภาษีลงคิดเป็นร้อยละ 80 ต่อรถยนต์ที่มีขนาดใหญ่ และกำลังอยู่ในช่วงลดกำแพงภาษีที่สูงของสินค้าที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ด้วย นับเป็นโอกาสทางการส่งออกแนวใหม่ที่สำคัญต่อตลาดรถยนต์ในออสเตรเลียอาหารแปรรูป (Processed Food) ที่ผ่านมา อัตราภาษีศุลกากรที่สูงของไทยต่อสินค้าจำพวกอาหารแปรรูปนับเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการขยายการส่งออกของออสเตรเลีย การเปิดเสรีเปิดโอกาสใหม่นี้สำหรับสินค้าจำพวกอาหารหลายประเภท 

การดำเนินงานของ TAFTA มีส่วนกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวทางด้านการค้า การลงทุน และความมั่นคงให้แผ่ขยายไปมากยิ่งขึ้นในภูมิภาค โดยในระยะยาว ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศจะเพิ่มมากขึ้นความต้องการลงทุนของออสเตรเลียในไทยจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของออสเตรเลียในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งยังเกื้อหนุนให้เกิดความเข้มแข็งและมีเสถียรภาพในภูมิภาคด้วย

ระดับพหุภาคี
นอกจากนี้ยังมีเขตการค้าเสรีระดับพหุภาคี ได้แก่ เขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (ASEAN–Australia–New Zealand Free Trade Area: AANZFTA) ได้มีการร่วมลงนามข้อตกลงเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้า ตัวแทนจากประเทศอาเซียนและนิวซีแลนด์ ร่วมลงนามเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2552 (ค.ศ. 2009) ที่หัวหิน ประเทศไทย เริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2553

AANZFTA ประกอบด้วยกฎระดับภูมิภาคที่ต้องการลดกำแพงภาษีและกำจัดข้อผูกมัดต่าง ๆ เช่นเดียวกับองค์การการค้าโลก (World Trade Organization, WTO) ที่ได้รวมเอาข้อตกลงต่าง ๆ ในพื้นที่อื่น ๆ เช่น ภาคบริการ เพื่อจะจัดหาผลประโยชน์ที่มีความหมายทางการพาณิชย์สู่ธุรกิจของออสเตรเลีย และเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจของออสเตรเลียที่ผูกติดอยู่กับอาเซียนด้วย

อาเซียน- ออสเตรเลีย (ASEAN +1) ออสเตรเลียเข้าเป็นประเทศคู่เจรจา (Dialogue Partnership)กับอาเซียนเป็นครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2517 (ค.ศ. 1974) ต่อมา ออสเตรเลียได้เข้าร่วมในการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ASEAN Regional Forum --- ARF) ร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียน ประเทศคู่เจรจาและสังเกตการณ์ รวม 25 ประเทศในปี พ.ศ. 2537 (ค.ศ. 1994)ในการประชุมครั้งนั้นไทยและออสเตรเลียมีบทบาทอย่างมากในเรื่องภัยพิบัติในภูมิภาค การค้ามนุษย์ อาชญากรรมข้ามชาติ และการก่อการร้าย นอกจากนั้น ออสเตรเลียยังเป็นผู้ริเริ่มความร่วมมือในกรอบกระบวนการบาหลี จัดประชุมในระดับรัฐมนตรีในประเด็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยยกระดับเป็นแถลงการณ์ร่วมอาเซียน – ออสเตรเลียว่าด้วยความร่วมมือเพื่อต่อสู้การก่อการร้ายสากล(ASEAN – Australia Joint Declaration for Cooperation to Combat International Terrorism) เมื่อเดือนกรกฏาคม พ.ศ. 2547(ค.ศ. 2004)

โครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาอาเซียน-ออสเตรเลีย (ASEAN – Australia Development Cooperation Program – AADCP) โครงการนี้เริ่มตั้งแต่เมื่อออสเตรเลียสถาปนาความสัมพันธ์กับอาเซียนเมื่อปี พ.ศ. 2517 (ค.ศ. 1974)ครอบคลุมความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาด้านต่าง ๆ เช่น อาหาร ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีชีวภาพ สมุทรศาสตร์ และพลังงานหมุนเวียน รวมทั้งการถ่ายโอนเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ ได้แก่ สิ่งแวดล้อม พลังงาน โทรคมนาคม และ ความปลอดภัยด้านอาหาร (food safety) และได้ปรับเปลี่ยนเป็น โครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาอาเซียน–ออสเตรเลีย (ASEAN– Australia Development Cooperation Program--- AADCP) โดยทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างกันเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002) และโครงการได้สิ้นสุดลงเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007) ออสเตรเลียและอาเซียนได้ลงนามใน “Joint Declaration on the ASEAN–Australia Comprehensive Partnership” และ “Plan of Action” เพื่อขยายความสัมพันธ์ในช่วงปี พ.ศ. 2551-2556 (ค.ศ. 2008-2013) ครอบคลุมความร่วมมือด้านการเมืองความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการพัฒนา

ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Economic Cooperation – APEC) ออสเตรเลียและประเทศไทยเป็นสมาชิกแรกเริ่มใน 12 เขตเศรษฐกิจผู้ก่อตั้ง โดยออสเตรเลียมีบทบาทผลักดันอย่างแข็งขันมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1980

ด้านการศึกษาและด้านวิชาการ

หลังจากที่ประเทศอังกฤษให้เอกราชแก่ประเทศอาณานิคม ประเทศในเครือจักภพซึ่งมีอังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ได้เป็นตัวตั้งตัวตีที่จะช่วยเหลือประเทศที่เพิ่งได้รับเอกราช ได้แก่ อินเดีย ปากีสถาน และศรีลังกา โดยประเทศออสเตรเลียได้ประกาศใช้แผนการโคลัมโบ (Colombo Plan) เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2493 (ค.ศ.1950)แผนการโคลัมโบเป็นโครงการช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางด้านเทคนิคและด้านเศรษฐกิจของประเทศในเครือจักรภพ แต่ต่อมาออสเตรเลียได้ขยายความช่วยเหลือตามแผนการนี้ไปสู่ประเทศกำลังพัฒนา โดยมุ่งหมายที่จะเผยแพร่ชื่อเสียงของประเทศออสเตรเลียในแถบเอเชีย และเพื่อขจัดความรู้สึกในเชิงลบที่ประเทศต่าง ๆ มีต่อออสเตรเลีย อันสืบเนื่องมาจากนโยบายออสเตรเลียขาว (White Australia) หรือนโยบายกีดกันเชื้อชาติ ทำให้ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียได้เข้ามาเป็นภาคีสมาชิก ได้แก่ กัมพูชา ลาว เวียดนาม พม่า เนปาล อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น เกาหลี ภูฏาน อัฟกานิสถาน หมู่เกาะมัลดีฟ รวมทั้งประเทศไทยด้วย

แผนการโคลัมโบ (Colombo Plan) อนุญาตให้นักศึกษาจากประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคสามารถเข้ามาศึกษาเล่าเรียนในประเทศออสเตรเลียได้ ส่งผลให้นักเรียนไทยได้เดินทางไปศึกษาที่ประเทศออสเตรเลียเพิ่มจำนวนมากขึ้น และกลับมาพร้อมกับความประทับใจและการถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ของออสเตรเลียให้คนไทยได้รับรู้ บุคคลที่มีชื่อเสียง อาทิ กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ ศรีบูรพา นักประพันธ์ที่มีชื่อเสียงของไทย เป็นหนึ่งในนักเรียนไทยที่ได้เดินทางไปศึกษาที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลียเมื่อปลายทศวรรษที่ 1940(พ.ศ.2483) เมื่อกลับมาเขาได้เขียนเล่าประสบการณ์ที่ได้รับเป็นบทประพันธ์หลายชิ้น

จำนวนนักเรียนไทยที่เดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศออสเตรเลียเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ พ.ศ.2523 เป็นต้นมา ทั้งนี้ เนื่องจากชื่อเสียงด้านคุณภาพการศึกษาในระดับอุดมศึกษาของออสเตรเลีย ประกอบกับการที่คนไทยมีฐานะดีขึ้น

ในด้านความร่วมมือด้านวิชาการและความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศไทยและออสเตรเลียเริ่มจากการให้ความช่วยเหลือตามแผนโคลัมโบและพัฒนาเป็นความร่วมมือแบบทวิภาคีโดยได้มีการลงนามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์พ.ศ.2532 การให้ความร่วมมือทางวิชาการของรัฐบาลออสเตรเลียแก่ไทย ในสาขาวิชาการต่างๆ โดยเฉพาะสาขาเกษตรการศึกษา สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ อาทิความร่วมมือในด้านการทำวิจัยและพัฒนาระหว่าง Australian Center for International Agricultural Research กับสถาบันต่าง ๆ ด้านการเกษตรของไทยและความร่วมมือในเรื่องระบบวิเคราะห์ความเสี่ยงการนำเข้าพืชผลซึ่ง Australian Quarantine and Inspection Service ให้ต่อกรมวิชาการเกษตร 

การให้ทุนการศึกษาภายใต้แผนการโคลัมโบสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) รัฐบาลออสเตรเลียยังคงให้ทุนการศึกษากับนักเรียนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง สำหรับนักเรียนไทยนั้นจะอยู่ในกลุ่มประเทศที่ได้รับทุนการศึกษาและฝึกอบรมวิชาชีพชื่อทุน Endeavour Scholarship and Fellowships (เดิมคือทุน Endeavour Awards และทุน Development Awards) ทุนการศึกษาดังกล่าวแบ่งเป็น 4 ประเภทได้แก่ ทุนปริญญาโทและปริญญาเอก (Endeavour Postgraduate Scholarship) ทุนเพื่อการวิจัย (Endeavour Research Fellowship) ทุนอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม (Endeavour Vocational Education and Training Scholarship) และทุนการศึกษาดูงานเพื่อพัฒนาบุคลากร (Endeavour Executive Fellowship)

นอกจากการให้ทุนการศึกษาแล้ว ประเทศไทยและออสเตรเลียยังมีการลงนามในความตกลงทางวัฒนธรรมไทย-ออสเตรเลีย เมื่อปี พ.ศ. 2517 และในปี พ.ศ. 2537 ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ การจ้างงาน และแรงงานสัมพันธ์ของออสเตรเลียกับกระทรวงศึกษาธิการของไทย (MOU on Education Cooperation between the Department of Education, Employment, and Workplace Relations of Australia and the Ministry of Education of Thailand) ต่อมีได้มีการจัดทำความตกลงด้านการศึกษาฉบับใหม่ เมื่อวันที่ 5 กรกฏาคม พ.ศ. 2547 ณ กรุงแคนเบอร์รา ต่อมาในปี พ.ศ. 2555 ได้มีการจัดทำและลงนามร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษาไทย-ออสเตรเลียฉบับใหม่ เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางในการส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างไทยกับออสเตรเลีย แทนบันทึกความเข้าใจฉบับ ปี 2537 และฉบับปี 2547 ซึ่งสิ้นสุดผลใช้บังคับลงแล้ว ซึ่งบันทึกความเข้าใจดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการไทยและกระทรวงอุตสาหกรรม นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ วิจัย และการอุดมศึกษาของออสเตรเลีย

ไทยและออสเตรเลียยังมีการจัดตั้งคณะทำงานร่วม (Joint Working Group – JWG) เพื่อศึกษาและติดตามการดำเนินกิจกรรมโครงการต่างๆ ภายใต้กรอบความตกลง โดยได้ทำการประชุมร่วมกันแล้ว 2 ครั้งครั้งแรกจัดขึ้นที่ประเทศไทยในปี พ.ศ. 2548 และ ครั้งที่ 2 จัดขึ้นที่ประเทศออสเตรเลียในปี พ.ศ. 2551

ความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลออสเตรเลียยังรวมไปถึงการจัดให้มี “โครงการ Work and Holiday Visas ภายใต้ความตกลงไทย-ออสเตรเลีย” เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนไทยอายุระหว่าง 18-30 ปี สามารถเดินทางไปศึกษา ท่องเที่ยว และทำงานชั่วคราวในประเทศออสเตรเลีย ปัจจุบัน รัฐบาลออสเตรเลียได้ให้โควตานักเรียน นักศึกษาไทยเข้าร่วมโครงการนี้ปีละ 500 คน

สำหรับความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาของไทยกับออสเตรเลียนั้น ข้อมูลจากสำนักยุทธศาสตร์อุดมศึกษาต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2548 ระบุว่า ออสเตรเลียมีจำนวนความตกลงและบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding - MOU) กับมหาวิทยาลัยในประเทศไทยจำนวนทั้งสิ้น 54 ฉบับ เป็นการลงนามกับสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐ 42 ฉบับ และเอกชนอีก 12 ฉบับ ซึ่งจำนวนความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างสถาบันการศึกษาไทยกับออสเตรเลียนี้มากเป็นอันดับ 4 รองจากประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตนประชาชนจีน

สถาบันอุดมศึกษาของรัฐของไทยที่มีความตกลงกับออสเตรเลียมากที่สุด ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ส่วนสถาบันอุดมศึกษาของเอกชนที่มีจำนวนความตกลงกับสถาบันอุดมศึกษาออสเตรเลียมากที่สุดได้แก่ มหาวิทยาลัยสยาม สาขาวิชาที่ระบุในความตกลงมากที่สุด คือ สาขาศึกษาศาสตร์ (5 ฉบับ) รองลงมา ได้แก่ วิจิตรศิลป์ กฎหมาย และการเกษตร

นอกจากนี้ ทางมหาวิทยาลัยในประเทศไทยและออสเตรเลียยังมีหลักสูตรปริญญาร่วม (Joint degree programmes) ที่จัดทำขึ้นภายใต้ MOUs จำนวนทั้งสิ้น 11 หลักสูตร โดยส่วนมากเป็นหลักสูตรในระดับปริญญาเอกในสถาบันอุดมศึกษาของออสเตรเลีย ครอบคลุมทั้งสาขาสังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์

ประเทศไทยและออสเตรเลียยังมีความร่วมมือในการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทั้งสองประเทศ ด้วยการจัดตั้งศูนย์ออสเตรเลียศึกษา (The Australian Studies Centre) ในประเทศไทย และNational Thai Studies Centre ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (Australian National University-ANU) กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย

ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้เลือกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้เป็นที่ตั้งศูนย์ออสเตรเลียศึกษาแห่งใหม่แทนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 (ค.ศ. 2009) และเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2553(ค.ศ. 2010) โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ออสเตรเลียศึกษา

ศูนย์ออสเตรเลียศึกษาจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์ประสานความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศไทยและออสเตรเลียส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับประเทศออสเตรเลียส่งเสริมให้มีความร่วมมือทางด้านการศึกษาวิจัยและแลกเปลี่ยนทางวิชาการกับประเทศออสเตรเลียตลอดจนให้คำปรึกษาทางวิชาการเกี่ยวกับออสเตรเลียแก่หน่วยงานของรัฐและเอกชนในประเทศไทยและเป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลและเผยแพร่ผลงานทางด้านวิชาการเกี่ยวกับประเทศออสเตรเลียแก่หน่วยงานภาครัฐ/เอกชนนักเรียนนิสิตนักศึกษาและสาธารณชนทั่วไป

ด้านสังคมและวัฒนธรรม

รัฐบาลออสเตรเลียจัดตั้ง สถาบันออสเตรเลีย – ไทย(Australia–Thailand Institute – ATI) ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2548 (ค.ศ. 2005) เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีกับประเทศไทยรวมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันและระหว่างบุคคลมีเป้าหมายหลักในการดำเนินงานเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างทั้งสองประเทศ  ส่งเสริมความรู้และความเข้าใจระหว่างกันในด้านต่าง ๆ เช่น วัฒนธรรมค่านิยมและธรรมเนียมประเพณีรวมไปถึงกีฬาส่งเสริมการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างสถาบันและระหว่างบุคคล รวมทั้งส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรเลียและไทยสู่สาธารณชนผ่านกิจกรรมทางด้านสื่อมวลชน

 

ati

 

สถาบันออสเตรเลีย-ไทยมีประธานสถาบันและบริหารโดยคณะกรรมการที่ปรึกษาไม่เกินแปดคนที่คัดเลือกมาจากประชาชนชาวออสเตรเลียโดยหนึ่งในคณะกรรมการจะเป็นอดีตข้าราชการกระทรวงต่างประเทศและการค้า (Department of Foreign Affairsand Trade - DFAT) ซึ่งเป็นกรรมการที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพและประสบการณ์ในประเทศไทยสถาบันATI ได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศและการค้าออสเตรเลียและบริหารโดยสำนักเลขาธิการซึ่งตั้งอยู่ในกรุงแคนเบอร์รา

สถาบันออสเตรเลีย-ไทยได้ให้การสนับสนุนและเป็นผู้ริเริ่มกิจกรรมโครงการต่าง ๆ อาทิเช่นโครงการผู้นำธุรกิจรุ่นถัดไป (Next Generation Business LeadersProgram)โครงการผู้นำชุมชนรุ่นถัดไป โครงการนโยบายสาธารณะ โครงการสื่อมวลชน และโครงการร่วมมือด้านวัฒนธรรม เช่น การเยือนของศิลปินระหว่างสองประเทศ การฝึกอบรมปฏิบัติทางด้านศิลปะและการแสดงนิทรรศการซึ่งทุกปีสถาบันออสเตรเลีย-ไทยจะเปิดให้ทุนจัดกิจกรรมในลักษณะต่างๆ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านสังคมและวัฒนธรรมของไทยกับออสเตรเลีย (ATI Grant)

นอกจากนี้ยังมีโครงการสนับสนุนทุนขนาดเล็กสำหรับโครงการที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทยเช่นการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษสำหรับครูและนักเรียนไทยในภาคใต้การแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่างออสเตรเลียและไทยเป็นต้น

สำหรับประเทศไทยนั้น ได้มีการพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลให้กับผู้ที่มีผลงานในการสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการสาธารณสุขและการแพทย์ที่โดดเด่น ซึ่งที่ผ่านมามูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล (Prince Mahidol AwardFoundation) ในพระบรมราชูปถัมภ์ได้มอบรางวัลให้กับชาวออสเตรเลียจำนวน 4 คน คือ

  1. ศาตราจารย์เคเนดี้ เอฟ ช๊อร์ตทริดจ์ (Professor Kenedy F. Shortridge)ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล สาขาสาธารณสุข ประจำปี พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998
  2. ศาสตราจารย์นายแพทย์แบรี่ มาร์แชล (Professor Barry Marshall) ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล สาขาสาธารณสุข ประจำปี พ.ศ. 2544 (ค.ศ. 2001)
  3. ศาสตราจารย์นายแพทย์ เบซิล สจ๊วต เฮทเซล (Professor Basil Stuart Hetzel) ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล สาขาสาธารณสุข ประจำปี พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007)
  4. ศาสตราจารย์รูธ เอฟบิชอป (ProfessorRuth F. Bishop) ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล สาขาสาธารณสุข ประจำปี พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011)

ด้านการพัฒนา

รัฐบาลออสเตรเลียได้ริเริ่มโครงการความร่วมมือภาครัฐไทย-ออสเตรเลีย (Thailand-Australia Government Sector Linkages Program - TAGSLP) เมื่อปี พ.ศ. 2544 มีเป้าหมายที่จะช่วยปรับปรุงองค์กรและเสริมสร้างขีดความสามารถขององค์กรภาครัฐบาลโครงการนี้เป็นโครงการในกรอบความร่วมมือเพื่อพัฒนา (AusAID)

ในปีงบประมาณ 2546-47 รัฐบาลออสเตรเลียจัดสรรความช่วยเหลือทวิภาคีแก่ไทย จำนวน 7 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย โดยมุ่งเน้นโครงการด้านการเพิ่มขีดความสามารถของหน่วยงานไทยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การสนับสนุนแนวทางการวางนโยบายเศรษฐกิจและสังคมและความร่วมมือไตรภาคี และให้ความช่วยเหลืออีก 8.1 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียสำหรับการดำเนินกิจกรรมในกรอบเอเปกและอาเซียน โดยผ่าน AusAID

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2546 รัฐบาลไทยได้ประกาศไม่รับการช่วยเหลือจากต่างประเทศอีกต่อไป (aid recipient) ซึ่งทำให้งบของ AusAIDให้ไทยลดลงอย่างมาก ในปีงบประมาณ 2549-2550 งบAusAIDที่จัดสรรให้ไทยสำหรับปีงบประมาณ ลดเหลือ 5.3 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียโดยเน้นความช่วยเหลือในการเพิ่มขีดความสามารถของไทยด้านการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการบริหารภาครัฐโดยการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานรัฐของไทยกับออสเตรเลีย

นอกจากที่ไทยจะได้รับการช่วยเหลือจากออสเตรเลียผ่านAusAID แล้ว ไทยกับออสเตรเลียยังมีความร่วมมือในด้านการพัฒนาประเทศอีกหลายด้านเช่น การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคในประเทศไทยในโครงการความร่วมมือไทย–ออสเตรเลียเพื่อจัดหาน้ำอุปโภคบริโภคสำหรับหมู่บ้าน (Thai–Australian Village Water Supply Project) ที่รัฐบาลออสเตรเลียโดยสำนักงานความช่วยเหลือด้านการพัฒนาแห่งออสเตรเลีย (The Australian Development Assistance Bureau--- ADAB) ให้การสนับสนุนรัฐบาลไทยในการจัดหาน้ำดื่มและน้ำใช้ในหมู่บ้านในเขตพื้นที่ชนบทในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย (ในช่วงปี พ.ศ. 2526 - 2529)และโครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย–ลาวแห่งที่ 1 (หนองคาย–เวียงจันทน์) ซึ่งเป็นความร่วมมือสามฝ่ายระหว่างไทยลาวและออสเตรเลีย

สะพานแห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมืออย่างใกล้ชิดด้านการพัฒนา ทำให้ชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชนสองฝั่งโขงดีขึ้น มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ความสะดวกด้าน การดำเนินธุรกิจการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างไทย – ลาวและประเทศอื่นในภูมิภาค เสริมสร้างความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น รวมทั้งช่วยให้การเชื่อมโยงเครือข่ายเส้นทางหลวงอาเซียนครบเต็มระบบ และมีการเปิดเดินรถไฟระหว่างประเทศไทย – ลาวในเวลาต่อมา

สรุป
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับออสเตรเลียนับเป็นการเปิดประตูสู่ความร่วมมือในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนเยี่ยมเยือนระหว่างกันทั้งในระดับราชวงศ์ ผู้นำประเทศความร่วมมือด้านการทหาร ความร่วมมือด้านวิชาการและความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาและความร่วมมือทางการค้า การลงทุน

ในอนาคตทั้งออสเตรเลียและไทยควรมีการสานสัมพันธ์และร่วมมือกันในมิติที่หลากหลายมากขึ้นเพื่อนำไปสู่การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้อันจะเป็นประโยชน์แก่ทั้งสองประเทศความร่วมมือที่จะเกิดขึ้น ควรเน้นการผสมผสานจุดแข็งของแต่ละประเทศรวมถึงการใช้ประโยชน์ร่วมกันจากความตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างไทยและออสเตรเลียอาทิ การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญเพื่อขยายตลาดสินค้าการขยายตลาดการท่องเที่ยว ธุรกิจบันเทิงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาการปรับปรุงและพัฒนาสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เกิดการใช้ศักยภาพของกันและกันในการสร้างประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศมากที่สุด

Works Cited

Australian Government. (n.d.). ASEAN-Australia-New Zealand Free Trade Area. Retrieved from Australian Government: Department of Foreign Affairs and Trade: http://www.dfat.gov.au/fta/aanzfta/

Australian Government. (n.d.). Thailand Country Brief. Retrieved from Australian Government: Department of Foreign Affairs and Trade: http://www.dfat.gov.au/geo/thailand/thailand_brief.html

Australian Government. (n.d.). Thailand-Australia Free Trade Agreement. Retrieved from Australian Government: Department of Foreign Affairs and Trade: http://www.dfat.gov.au/fta/tafta/index.html

Chareonwongsak, K. (2550). พัฒนาความร่วมมือไทย-ออสเตรเลีย. Retrieved from Professor Kriengsak Chareonwongsak: http://www.kriengsak.com/node/26

กระทรวงการต่างประเทศ. (2555). ความสัมพันธ์ 60 ปีไทย - ออสเตรเลีย.กรุงเทพ: Amarin Printing & Publishing Public Company Limited.

กระทรวงการต่างประเทศ. (n.d.). ความสัมพันธ์กับประเทศและภูมิภาคต่างๆ: เครือรัฐออสเตรลัย. Retrieved from กระทรวงการต่างประเทศ: http://www.mfa.go.th/main/th/world/75