ความสัมพันธ์ไทย-ออสเตรเลีย

ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ออสเตรเลีย

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศออสเตรเลีย เริ่มต้นอย่างไม่เป็นทางการมาเป็นระยะเวลานาน จากหลักฐานที่มีการบันทึกไว้ระบุว่า ทั้งสองประเทศติดต่อกันตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ก่อนที่จะสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ.2495

ความสัมพันธ์ไทย-ออสเตรเลีย ก่อน พ.ศ. 2495

ก่อนการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ พ.ศ.2495 (ค.ศ.1952) ประเทศไทยและประเทศออสเตรเลียได้ติดต่อสัมพันธ์กันในด้านต่าง ๆ อย่างไม่เป็นทางการ โดยมีหลักฐานบันทึกไว้ย้อนกลับไปถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6

จากการสำรวจสำมะโนประชากรของรัฐวิคตอเรียเมื่อ พ.ศ.2444 (ค.ศ.1901) บันทึกไว้ว่า ได้มีคนมาจากประเทศไทยจำนวน 3 คน และอีกข้อมูลหนึ่งระบุว่า มีคนไทยอพยพเข้าไปอาศัยอยู่ในออสเตรเลีย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2404 (ค.ศ.1861) แต่ยังมีจำนวนน้อยมากในช่วงปีแรก ๆ ในการสำรวจประชากรจึงถูกนับรวมเข้ากับกลุ่มของพวกผู้อยู่อาศัยชาวอินโดจีน เกาหลี และกลุ่มประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย จนกระทั่งปี ค.ศ.1901 เมื่อมีคนไทยทั่วประเทศออสเตรเลียนับได้เป็นจำนวน 37 คน

ในปี พ.ศ.2454 (ค.ศ. 1911) รัชกาลที่ 6 ได้ทรงส่งนายบุศยมหินทร์ มาเยือนออสเตรเลียและเพื่อให้มาซื้อม้าแข่งจากออสเตรเลียไปจำนวน 126 ตัว เหตุการณ์นี้นับเป็นจุดเริ่มต้นการเสด็จเยือนออสเตรเลียของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ในราชวงศ์ เพื่อแสดงสัมพันธไมตรีทางด้านการค้าระหว่างกัน จากนั้นความสัมพันธ์กับราชตระกูลไทยได้กระชับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เมื่อพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร (กรมหลวงกำแพงเพชรอัครโยธิน) ได้ทรงนำคณะมาดูงานด้านการเกษตรและพื้นฐานของโครงสร้างของออสเตรเลีย ในปี พ.ศ. 2470 (ค.ศ. 1927)

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายหลังจากที่ประเทศไทยประกาศสนธิสัญญาระหว่างไทย - ญี่ปุ่น เรื่องสัมพันธไมตรีและบูรณภาพอาณาเขตแห่งกันและกัน เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2484 และต่อมารัฐบาลไทยภายใต้การนำของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ประกาศสงครามกับอังกฤษ (บริเตนใหญ่) และสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่เวลาเที่ยงของวันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2485 และในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2485 ประเทศอังกฤษได้ประกาศสงครามกับไทย โดยให้ถือว่ามีสถานะสงครามกับไทย ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2485 และอังกฤษได้โทรเลขถึงข้าหลวงใหญ่อังกฤษประจำประเทศคานาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแอฟริกาใต้ เพื่อให้ประเทศในเครือจักรภพจะดำเนินการอย่างเดียวกัน

ในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2485 ออสเตรเลียจึงได้ประกาศสถานะสงครามกับไทยตามความต้องการของอังกฤษ แต่รัฐบาลไทยประกาศไม่รับรู้ประกาศดังกล่าว เนื่องจากไม่มีเหตุผลอย่างใดที่จะก่อให้เกิดสงครามระหว่างกัน

ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารออสเตรเลีย ได้เข้ามาในประเทศไทยในฐานะของทหารในเครือจักรภพอังกฤษ โดยเป็นทหารจากกลุ่มแอนแซค ( ANZAC: Australian and New Zealand Army Corps) ซึ่งเป็นชื่อเรียกกองกำลังทหารออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ และทหารออสเตรเลียจำนวน 400 คน ได้ถูกทหารญี่ปุ่นจับเป็นเชลยศึกเพื่อก่อสร้างทางรถไฟสายมรณะ หรือทางรถไฟสายไทย-พม่า จังหวัดกาญจนบุรี ที่ช่องเขาขาดหรือที่รู้จักในชื่อภาษาอังกฤษว่า Hell-Fire Pass เพื่อใช้เป็นเส้นทางลำเลียงทหารและเสบียงไปช่วยทหารญี่ปุ่นในประเทศพม่า ซึ่งขณะนั้นทหารญี่ปุ่นสามารถตั้งมั่นอยู่ในประเทศพม่าแล้ว โดยเริ่มสร้างทางรถไฟวันแรกในวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2486

การก่อสร้างทางรถไฟในครั้งนั้น ส่งผลให้ทหารเชลยศึกเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เนื่องจากทหารญี่ปุ่นกดดันให้เร่งมือเพื่อให้เสร็จให้ทันตามกำหนด ญี่ปุ่นได้เพิ่มแรงงานเชลยศึกชาวอังกฤษอีก 600 คน แต่การก่อสร้างเป็นไปอย่างล่าช้าเพราะไม่มีเครื่องทุ่นแรง จึงทำด้วยความยากลำบาก เชลยศึกทั้งหมดต้องทำงานวันละ 12-18 ชั่วโมง ทั้งวันทั้งคืน ประกอบกับการเกิดโรคระบาด ความอดยาก และการถูกทารุณกรรมที่เข้ามาคุกคามเชลยศึก ส่งผลทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

ในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากนี้เองที่มิตรภาพอันดีงามระหว่างประเทศไทยและออสเตรเลียได้ก่อตัวขึ้น ระหว่างคนไทยชื่อนายบุญผ่อง สิริเวชชะภัณฑ์ และศัลยแพทย์ชาวออสเตรเลีย Colonel E.E. “Weary” Dunlop (รายละเอียดดังปรากฏในเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนไทยกับประชาชนออสเตรเลีย)

ต่อมาในวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ.2488 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) ได้มีพระบรมราชโองการประกาศสันติภาพ มีใจความว่า การประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกา และบริเตนใหญ่ของอังกฤษ เมื่อ 25 มกราคม พ.ศ.2488 เป็นโมฆะ ไม่ผูกพันกับประชาชนชาวไทย เนื่องจากการประกาศสงครามครั้งนั้นเป็นการกระทำอันผิดจากเจตจำนงของประชาชนชาวไทย และขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายบ้านเมือง ประเทศไทยได้ตัดสินใจให้กลับคืนมาซึ่งสัมพันธไมตรีอันเคยมีมากับสหประชาชาติ

จากนั้น ในวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2488 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลอังกฤษประกาศรับรองการประกาศสันติภาพของไทย และในวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2489 คณะผู้แทนไทยได้ลงนามในความตกลงเลิกสถานะสงครามกับผู้แทนออสเตรเลีย ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยอนุโลมตามความตกลงที่ไทยทำไว้กับอังกฤษ ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับออสเตรเลียกลับมามีสัมพันธไมตรีเหมือนเช่นเดิม

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับออสเตรเลียพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น นับตั้งแต่ได้มีการลงนามร่วมกันในสนธิสัญญาการป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2497 (ค.ศ.1954) โดยมีผู้แทน 8 ประเทศ ประกอบด้วย สหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ และไทย และได้มีการจัดตั้งองค์การสนธิสัญญาการป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (South East Asia Treaty Organization - SEATO) ขึ้น นับเป็นการสร้างความร่วมมือในระดับพหุภาคีอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกระหว่างไทยกับออสเตรเลีย

นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ในวันที่ 25 เมษายน ของทุกปี จะเป็นวันแอนแซค เดย์ หรือ ANZAC Day วันนี้จะมีการจัดงานพิธีรำลึกถึงทหารหาญและผู้ที่เสียชีวิตในการเป็นเชลยศึก โดยจะมีอดีตทหารออสเตรเลียและทหารจากสงครามมหาเอเชียบูรพา ตลอดจนถึงญาติพี่น้อง เยาวชนคนหนุ่มสาวชาวออสเตรเลีย ผู้แทนประเทศต่าง ๆ พร้อมใจกันเดินทางไปร่วมรำลึกและวางพวงหรีดแด่ดวงวิญญาณของทหารผู้กล้าที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 2 กับเหตุการณ์สร้างทางรถไฟสายไทย-พม่า จังหวัดกาญจนบุรี ที่ช่องเขาขาด และสุสานทหารพันธมิตรสงครามกาญจนบุรี

ความสัมพันธ์ไทย-ออสเตรเลีย หลัง พ.ศ. 2495

ประเทศไทยและประเทศออสเตรเลีย ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ.2495 โดยมีสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา ในขณะที่ออสเตรเลียได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย ประจำประเทศไทย ตั้งอยู่บริเวณถนนสาธร กรุงเทพฯ

ปัจจุบัน นอกจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา ประเทศไทยยังมีสถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ (รัฐนิวเซาท์เวลส์) และมีสถานกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ประจำออสเตรเลีย 5 แห่ง ได้แก่ นครเพิร์ท (รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย) นครแอดิเลด (รัฐเซาท์ออสเตรเลีย) นครบริสเบน (รัฐควีนส์แลนด์) นครเมลเบิร์น (รัฐวิกตอเรีย) และนครโฮบาร์ต (รัฐแทสเมเนีย) รวมทั้งมีสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศและสำนักงานการท่องเที่ยวประจำที่นครซิดนีย์ ส่วนออสเตรเลียมีสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ ในประเทศไทย 3 แห่ง ได้แก่ สถานกงสุลกิตติมศักดิ์ ประจำจังหวัด สุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย) เชียงใหม่ และภูเก็ต

ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น โดยมีความร่วมมือกันในหลากหลายด้านทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี อาทิ การค้าและการลงทุน การดำเนินการทางกฎหมาย การต่อต้านผู้ก่อการร้าย การศึกษา ความมั่นคง การอพยพ และการท่องเที่ยว และที่มีความโดดเด่นมากคือ ด้านการเมือง ความมั่นคง และการทหาร รวมถึงการแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้นำระดับสูงระหว่างกัน

การเจริญสัมพันธไมตรี

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับออสเตรเลียเป็นไปอย่างราบรื่น มีการแลกเปลี่ยนเยี่ยมเยือนกันอย่างต่อเนื่องในระดับประมุขและผู้บริหารประเทศ อาทิ

การเสด็จเยือนออสเตรเลียของพระราชวงศ์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม - 12 กันยายน พ.ศ.2505 โดยเสด็จพระราชดำเนินเยือนเมืองสำคัญและรัฐต่างๆ ของออสเตรเลียทุกรัฐ ดังนี้
วันที่ 26-29 สิงหาคม พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962) เสด็จพระราชดำเนินเยือนกรุงแคนเบอร์รา (Canberra)
วันที่ 29-30 สิงหาคม พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962) เสด็จพระราชดำเนินเยือนนครซิดนีย์ เมืองหลวงของรัฐนิวเซาท์เวลส์
วันที่ 31-1 สิงหาคม พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962) เสด็จพระราชดำเนินเยือนนครบริสเบน เมืองหลวงของรัฐควีนสแลนด์
วันที่ 2-4 กันยายน พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962) เสด็จพระราชดำเนินเยือนนครเมลเบิร์น เมืองหลวงของรัฐวิกตอเรีย
วันที่ 5-7 กันยายน พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962) เสด็จพระราชดำเนินเยือนนครโฮบาร์ต เมืองหลวงของรัฐแทสมาเนีย
วันที่ 7-9 กันยายน พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962) เสด็จพระราชดำเนินเยือนนครแอดิเลด เมืองหลวงของรัฐเซาท์ออสเตรเลีย
วันที่ 10-12 กันยายน พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962) เสด็จพระราชดำเนินเยือนนครเพิร์ท เมืองหลวงของรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ ทรงศึกษาระดับมัธยมศึกษาและวิทยาลัยทหารในออสเตรเลีย จนกระทั่งสำเร็จการฝึกอบรมกับ Australian Army's Special Air Service Regiment ในเพิร์ธ และจากนั้น ได้เสด็จเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ 5 ครั้ง ในระหว่างวันที่ 8 -17 ธันวาคม พ.ศ.2528 วันที่ 7 - 11 เมษายน พ.ศ.2530 วันที่ 20 กันยายน - 4 ตุลาคม พ.ศ.2531 วันที่ 19 - 28 เมษายน พ.ศ.2542 และวันที่ 18 - 24 สิงหาคม พ.ศ.2546

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 16-26 ตุลาคม พ.ศ. 2527 และเสด็จฯ เยือนนครซิดนีย์ เพื่อทรงเป็นองค์ประธานในการแสดงคอนเสิร์ตของคุณพลอยไพลิน เจนเซ่น พร้อมด้วยทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญาฯ ระหว่างวันที่ 18-20 กรกฎาคม พ.ศ. 2543

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์อัครราชกุมารี เสด็จเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ 2 ครั้ง ระหว่างวันที่ 4-7 ธันวาคม พ.ศ. 2533 และระหว่างวันที่ 23 สิงหาคม-19 กันยายน พ.ศ. 2535 และได้เสด็จเยือนออสเตรเลียอีก 2 ครั้ง ระหว่างวันที่ 12-19 มิถุนายน พ.ศ. 2542 และวันที่ 14-23 ธันวาคม พ.ศ. 2542

การเยือนออสเตรเลียของผู้นำรัฐบาลไทย

  • พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี เยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการระหว่าง วันที่ 31 สิงหาคม - 3 กันยายน พ.ศ.2524
  • พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม - 3 กันยายน พ.ศ.2532
  • นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี เยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 3 - 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2538
  • พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ 2 ครั้ง ระหว่างวันที่ 29 - 31 พฤษภาคม พ.ศ.2545 และ 4 - 6 กรกฎาคม พ.ศ.2547
  • พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เยือนรัฐออสเตรเลียตะวันตก เพื่อบรรยายพิเศษในหัวข้อ "The Role of the Monarchy in Thailand" ณ University of Western Australia ระหว่างวันที่ 24 - 27 พฤศจิกายน พ.ศ.2545
  • พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีเยือนนครซิดนีย์ รัฐนิวเซาท์เวลส์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดระดับผู้นำความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 15 ระหว่างวันที่ 7-9 กันยายน พ.ศ. 2550
  • นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนนครเพิร์ท รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย เพื่อเข้าร่วมกับนายสตีเฟน สมิท (Stephen Smith) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลีย ในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย-ออสเตรเลียครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 6-10 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
  • นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2555

การเยือนประเทศไทยของผู้นำรัฐบาลออสเตรเลีย

  • นายบอบ ฮอว์ก (Bob Hawke) นายกรัฐมนตรี เยือนประเทศไทย ปี พ.ศ.2532
  • นายพอล คีตติ้ง (Paul Keating) นายกรัฐมนตรี เยือนประเทศไทย ปี พ.ศ.2537
  • นายจอห์น โฮเวิร์ด (John Howard) นายกรัฐมนตรี เยือนประเทศไทยเมื่อวันที่ 23-26 เมษายน พ.ศ.2541 แวะผ่านไทยเมื่อวันที่ 10 เมษายน พ.ศ.2545 และเข้าร่วมการประชุมผู้นำ APEC ที่กรุงเทพ ฯ ระหว่างวันที่ 20-21 ตุลาคม พ.ศ.2546 และวันที่ 31 มกราคม พ.ศ.2548
  • นายสตีเฟน สมิท (Stephen Smith) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลีย เยือนไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนครั้งที่ 42 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง (ASEAN Ministerial Meeting/ Post Ministerial Conference / ASEAN Regional Forum) ที่จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 22-23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
  • นายเควิน รัดด์ (Kevin Rudd) นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เยือนไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุม East Asia Summit (EAS) ครั้งที่ 4 ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างวันที่ 24-25 ตุลาคม พ.ศ. 2552

นอกจากนี้ ยังมีการเดินทางเยี่ยมเยือนระหว่างกัน ในระดับมุขมนตรีและรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างสัมพันธไมตรีและความร่วมมือในด้านต่างๆ ดังนี้

  • เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2550 นายอเลกซ์ซานเดอร์ ดาวน์เนอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของออสเตรเลีย ได้แวะผ่านประเทศไทยและได้หารือกับนายนิตย์ พิบูลสงคราม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในขณะนั้น เกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองไทยและความคืบหน้าในการฟื้นฟูประชาธิปไตย การแก้ไขระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว มาตรการรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท และสถานการณ์ภาคใต้
  • รัฐมนตรีการพลังงานของรัฐแทสมาเนีย นายดาวิ ลีวีน (Hon. David Llywellyn) เยือนไทยระหว่างวันที่ 14-16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550
  • นายสตีเฟน สมิท รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลียเยือนประเทศไทยในฐานะแขกของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 2-4 กรกฏาคม พ.ศ. 2551
  • นายสตีเฟน สมิท รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลียเยือนประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 42 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง (ASEAN Ministerial Meeting/ Post Ministerial Conference/ ASEAN Regional Forum) ที่จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 22-23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
  • นายบ๊อบ คาร์ (Bob Carr) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลีย เยือนไทย ในโอกาสนี้ ได้เข้าเยี่ยมคารวะและพบหารือกับนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนไทยกับประชาชนออสเตรเลีย

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและออสเตรเลียดำเนินมายาวนาน โดยมีการเฉลิมฉลองการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 60 ปีระหว่างสองประเทศเมื่อปี พ.ศ. 2555 ที่ผ่านมา

ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนไทยกับประชาชนออสเตรเลียนั้น เริ่มต้นมายาวนานก่อนการพัฒนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการระหว่างทั้งสองประเทศ มีเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรแสดงให้เห็นว่ามีชาวไทย (หรือชาวสยามในขณะนั้น) อาศัยอยู่ในออสเตรเลียตั้งแต่ปี พ.ศ. 2404 แต่หลักฐานอื่นๆ ที่แสดงถึงการมีอยู่ของชาวสยามนั้นมีน้อยมากและเพิ่งปรากฏหลักฐานเด่นชัดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 (พ.ศ. 2343 -2443)

สำหรับชาวออสเตรเลียนั้น ไม่มีหลักฐานอย่างเป็นทางการแสดงว่าได้เริ่มเดินทางหรืออาศัยอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่เมื่อใด มีเพียงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีความเกี่ยวข้องกับการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างออสเตรเลียกับไทยว่า ไทยกับออสเตรเลียเริ่มมีการติดต่อกันอย่างเป็นทางการในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นการติดต่อกันระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลของประเทศในเครือจักรภพอังกฤษในภูมิภาคเอเชีย เป็นการแสดงให้ประเทศเหล่านี้เห็นว่าประเทศไทยดำเนินนโยบายเป็นกลางในช่วงที่เกิดสงครามที่แผ่ขยายไปทั่วโลก

หลังจากที่ไทยเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นในช่วงมหาสงครามเอเชียบูรพาในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2548 และประกาศสงครามต่ออังกฤษในปี พ.ศ. 2485 ในปีนั้นเองที่กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นได้ตัดสินใจสร้างทางรถไฟเชื่อมต่อระหว่างพม่ากับไทยเพื่อขนส่งกองทหารและอาวุธยุโธปกรณ์จากไทยในการเดินทัพไปทำสงครามกับพม่าและอินเดียต่อไป ทางรถไฟสายนี้มีความยาวกว่าสี่ร้อยกิโลเมตรและจะต้องสร้างให้เสร็จในเวลาเพียง 1 ปี เป็นที่รู้จักกันดีในนามของ “ทางรถไฟสายมรณะ” ในการก่อสร้างทางรถไฟสายนี้ กองทัพญี่ปุ่นได้เกณฑ์แรงงานพลเรือนชาวเอเชียกว่า 200,000 คน และทหารเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรอังกฤษและทหารออสเตรเลียส่วนใหญ่ที่จับได้ในสิงคโปร์

เนื่องจากภูมิประเทศแถบนี้เป็นเทือกเขาหินสูงชันและการก่อสร้างมีขึ้นท่ามกลางฤดูมรสุมที่รุนแรง ทำให้เชลยศึกพันธมิตรหลายพันคนต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บ การทำงาน การถูกคุมขัง แต่เชลยศึกจำนวนมากก็รอดตายจากการแอบช่วยเหลืออย่างเงียบๆ ของคนไทยหลายคนผู้แอบส่งเสบียงและยารักษาโรค และนี่เป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยสานสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับออสเตรเลีย

บุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการหยั่งรากความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างสองประเทศในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพามีชื่อว่า นายบุญผ่อง สิริเวชชะภัณฑ์ นายกเทศมนตรีในเมืองกาญจนบุรีและเป็นพ่อค้าไทยเจ้าของร้านสิริโอสถ ได้รับสัมปทานส่งอาหารให้แก่ค่ายเชลยศึกและประมูลไม้หมอนรถไฟขายให้กับทหารญี่ปุ่น นายบุญผ่องสามารถพูดภาษาอังกฤษทำให้สามารถติดต่อกับทหารญี่ปุ่นและเชลยศึกได้เป็นอย่างดี จึงได้รับความไว้วางใจในให้เข้าออกในค่ายเชลยศึก

ด้วยเหตุนี้เองในวันหนึ่งนายบุญผ่องได้รับการร้องขอความช่วยเหลือจากหมอเวรี่ ศัลยแพทย์ชาวออสเตรเลีย (Colonel E.E. “Weary” Dunlop ภายหลังได้รับการแต่งตั้งเป็น Sir Edward “Weary” Dunlop) นายบุญผ่องจึงลักลอบเอายาควินินมาให้หมอเวรี่มารักษาคนไข้ให้รอดตายอย่างสม่ำเสมอ บางครั้งก็ลอบนำอาหาร ยารักษาโรค และเครื่องใช้ต่างๆ เพื่อมอบให้เชลยศึกที่ส่วนใหญ่เป็นชาวออสเตรเลีย อังกฤษ และเนเธอแลนด์

boonpong

ที่มา: ภาพจากการรวบรวม

 

ปลายปี พ.ศ. 2487 เมื่อสงครามโลกใกล้สงบ นายบุญผ่องถูกลอบยิงในเมืองได้รับบาดเจ็บ เขาได้รับการช่วยเหลือจากทีมแพทย์ของหมอเวรี่ อดีตทหารเชลยศึกเป็นผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างนายบุญผ่องกับหมอเวรี่นี้ส่งผลให้มีการก่อตั้งมูลนิธิเพื่อศัลยแพทย์ไทย (ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2529) ได้แก่ มูลนิธิ Weary Dunlop Boon Pong Exchange เพื่อระลึกถึงหมอเวรี่และนายบุญผ่อง มูลนิธินี้ให้ทุนช่วยเหลือนักศึกษาศัลยแพทย์ไทยให้ไปเรียนในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 60 คนแล้วที่ได้รับทุนนี้ ต่อมาในปี พ.ศ. 2541 รัฐบาลออสเตรเลียโดย นายจอห์น โฮวาร์ด นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียขณะนั้นได้ประกาศอย่างเป็นทางการในวันเปิดพิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด จ. กาญจณบุรี โดยให้บันทึกความกล้าหาญของนายบุญผ่องไว้ และมอบใบประกาศกับหลานชายนายบุญผ่อง ในใบประกาศระบุว่า พวกเขาเป็นหนี้นายบุญผ่อง เป็นที่ใช้คืนไม่หมด (unrepayable debt)

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ออสเตรเลียเริ่มใช้แผนการโคลัมโบ (Colombo Plan) ทำให้ในช่วงต้น พ.ศ. 2494 มีคนไทยเดินทางเข้าสู่ออสเตรเลียมากขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นนักศึกษาที่ได้รับทุนการศึกษามาเรียนต่อที่ออสเตรเลีย จึงเป็นการเข้ามาพำนักในออสเตรเลียชั่วคราวเท่านั้น ยกเว้นในบางกรณีเช่นสมรสกับชาวออสเตรเลียจึงจะได้รับอนุญาตให้อยู่ออสเตรเลียอย่างถาวร

ต่อมารัฐบาลออสเตรเลียยกเลิก พรบ. การจำกัดการย้ายถิ่น (Immigration Restriction Act) และนโยบายออสเตรเลียขาวในปี พ.ศ. 2516 แต่คนไทยส่วนใหญ่ที่เดินทางไปยังออสเตรเลียยังคงเป็นนักศึกษาและคู่สมรสของชาวออสเตรเลีย นักเรียนหลายคนเดินทางมายังออสเตรเลียภายใต้โครงการช่วยเหลือด้านการศึกษาและพัฒนาต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุนโคลัมโบและการเดินทางมาฝึกอบรมทางการทหาร

คนไทยเริ่มอพยพเข้าไปในออสเตรเลียมากขึ้นในช่วงหลังทศวรรษที่ 80 (พ.ศ. 2513) หรือในอีก 20 ปีต่อมา ในปี พ.ศ. 2529 มีประชากรที่มีเชื่อสายไทย (Thailand-born population) อาศัยอยู่ในออสเตรเลียถึง 6,998 คน ครึ่งหนึ่งเป็นประชากรที่มีบรรพบุรุษเป็นคนไทย อีกครึ่งหนึ่งมีเชื้อสายผสมกับเชื้อสายอื่นๆ เช่น จีน เขมร ม้ง เป็นต้น

 

รูปภาพที่ 1: แนวโน้มการย้ายถิ่นของชาวต่างชาติมายังออสเตรเลีย

 32

ที่มา: Australian Bureau of Statistics Census of Population and Housing, 2011

 

อย่างไรก็ตาม จำนวนคนไทยเดินทางเข้าไปอาศัยในออสเตรเลียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการสำรวจประชากรในปี พ.ศ. 2534 นั้น มีประชาชนไทยในออสเตรเลีย 14,023 คน และเพิ่มขึ้นเป็น 18, 936 คนในปี พ.ศ. 2539

จากการสำรวจประชากรของออสเตรเลียที่ผ่านมา พบว่าในปี พ.ศ. 2544 นั้นมีคนไทยในออสเตรเลีย 23,600 คน การสำรวจในปี พ.ศ. 2549 พบว่า คนไทยในออสเตรเลียมีตำนวน 30, 555 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 29.8 ขณะที่การสำรวจครั้งล่าสุดในปี พ.ศ. 2554 มีคนไทยทั้งสิ้น 45,465 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 48.8 จากปี พ.ศ. 2549 และเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าตัว (ร้อยละ 257) ในช่วง 20 ปี (จากปี พ.ศ. 2534)

ในความเป็นจริงแล้ว มีคนไทยอยู่ในออสเตรเลียมากกว่าจำนวนที่รัฐบาลออสเตรเลียทำการสำรวจไว้ (45,456 คน ในปี พ.ศ. 2554) เนื่องจากยังมีคนไทยอีกหลายหมื่นคนอยู่ในประเทศออสเตรเลียในฐานะนักเรียนและยังมีคนที่มีเชื้อสายไทยที่เกิดในออสเตรเลียและถือสัญชาติออสเตรเลีย (Australian-born of Thai descent) อีกด้วย หากนับจำนวนคนไทยเหล่านี้เข้าไว้ด้วยแล้ว ที่นครซิดนีย์แห่งเดียวในออสเตรเลียมีประชาชนที่มีเชื้อสายไทยอาศัยอยู่กว่า 100,000 คน หากรวมกับที่อยู่ในเมลเบิร์นและเมืองใหญ่อื่นๆ จำนวนคนไทยในออสเตรเลียนั้นจะมีมากกว่าที่สำรวจไว้หลายเท่า

 

ตารางที่ 1: เปรียบเทียบประชากรไทยในออสเตรเลียจากการสำรวจประชากรของออสเตรเลียระหว่างปี พ.ศ. 2549 และปี พ.ศ. 2554

 33

ที่มา: เอกสาร Community Information Summary, Department of Immigration and Citizenship

 

รูปภาพที่ 2: จำนวนคนไทยในแต่ละรัฐจากการสำรวจประชากรของออสเตรเลีย พ.ศ. 2554

34ที่มา: Australian Government: Department of Immigration and Citizenship 

ชุมชนไทยในออสเตรเลีย

ส่วนใหญ่คนไทยจะอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ โดยอาศัยอยู่ในรัฐนิวเซาท์เวลส์มากที่สุด (ร้อยละ 38.6) ตามด้วยรัฐวิคตอเรีย (ร้อยละ 23.7) รัฐควีนส์แลนด์ (ร้อยละ 15.5) และรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย (ร้อยละ 12.5) ส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียนไทยที่เดินทางมาศึกษาต่อในออสเตรเลีย ในอดีตนักเรียนเหล่านี้จะเป็นผู้ที่ได้รับทุนการศึกษา เช่น ทุนโคลัมโบ ขณะที่นักเรียนที่มาเรียนด้วยทุนของตัวเองมีจำนวนไม่มากนัก อย่างไรก็ตามจำนวนนักเรียนไทยที่มาเรียนด้วยทุนของตนเองนั้นเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 เป็นต้นมา

จากการสำรวจประชากรครั้งล่าสุดในปี พ.ศ. 2554 พบว่า ในออสเตรเลียมีคนพูดภาษาไทยถึง 36,682 คน คิดเป็นร้อยละ 0.2 ของประชาชนทั้งหมดในประเทศ โดยร้อยละ 81.2 เกิดในประเทศไทย และอีกร้อยละ 15 เกิดในประเทศออสเตรเลีย สำหรับคนที่พูดภาษาไทยในออสเตรเลียนี้ร้อยละ 51.2 เป็นคนไทยสัญชาติออสเตรเลียและอื่นๆ อีกร้อยละ 46.4

กว่าร้อยละ 80 ของคนที่พูดภาษาไทยรับถือศาสนาพุทธ มีวัดไทยเป็นศูนย์กลางทั้งทางด้านศาสนาและวัฒนธรรม จะมีวัดไทยตั้งอยู่ในเกือบทุกรัฐในออสเตรเลีย วัดไทยแห่งแรกในออสเตรเลียคือ วัดพุทธรังษี ในนครซิดนีย์ ปัจจุบันสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติของไทย ได้บันทึกรายชื่อวัดไทยในออสเตรเลียไว้จำนวน 15 วัด

ปัจจุบัน มีกลุ่มองค์กรที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนชุมชนไทยในออสเตรเลียมากกว่า 20 องค์กร องค์กรเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เผยแพร่กิจกรรมทางสังคมและวัฒนธรรม ตลอดจนเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยกับออสเตรเลีย

ชุมชนชาวไทยในออสเตรเลียมีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ประเพณีและศิลปวัฒนธรรมไมย รวมถึงเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ มีการจัดงานที่เกี่ยวข้องกับประเพณีไทยที่สำคัญคือ “เทศกาลอาหารไทยและเทศกาลลอยกระทง” ที่นครซิดนีย์ จัดขึ้นเป็นประจำตั้งแต่ พ.ศ. 2533 เป็นต้นมา ต่อมาเทศกาลนี้ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครซิดนีย์ สมาคมร้านอาหารไทย และสมาคมไทย-ออสเตรเลียแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์

นอกจากนี้ยังมีการจัดเทศกาลอาหารและวัฒนธรรมไทย (Thai Culture and FoodFestival) ซึ่งเป็นเทศกาลใหญ่อีกเทศกาลหนึ่งของชุมชนชาวไทยในเมืองต่างๆ เทศกาลนี้จะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีและได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนท้องถิ่นออสเตรเลีย และเป็นงานประจำปีที่เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวออสเตรเลีย ชาวต่างชาติและนักท่องเที่ยวชาติอื่นๆ เป็นอย่างดี ถือเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมและส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทย ตลอดจนสานสัมพันธ์ระหว่างคนไทยในรัฐต่างๆ คนไทยในออสเตรเลีย และระหว่างคนไทยกับคนออสเตรเลียอีกด้วย

 

35

ที่มา: ภาพจากการรวบรวม

 

ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีจำนวนร้านอาหารไทยมากกว่า 2,000 ร้านทั่วประเทศ จัดว่าเป็นประเทศที่มีร้านอาหารไทยต่อจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก (2,000 ร้านต่อประชากร 22 ล้านคน) โดยตั้งอยู่ในรัฐนิวเซาท์เวลส์มากที่สุด รองลงมาได้แก่ วิกตอเรีย ควีนส์แลนด์ เซาท์ออสเตรเลีย แทสมาเนีย เวสเทิร์นออสเตรเลีย ออสเตรเลียนแคพิทอลเทร์ริทอรี และนอร์ทเทิร์นแทร์ริทอรี

ไทยทาวน์ (Thai Town)

ที่นครซิดนีย์เมืองหลวงของรัฐนิวเซาท์เวลส์มีย่านที่เรียกว่า “ไทยทาวน์” (Thai Town) ตั้งอยู่ที่ Haymarket บนถนนแคมพ์เบล (Campbell Street) ติดกับย่านไชน่าทาวน์ ในย่านนี้จะมีร้านอาหารและภัตตาคารไทย ร้านจำหน่ายสินค้าไทยเกือบทุกประเภท ร้านวีดีโอภาพยนตร์ ละครไทยและร้านขายของชำของไทย

ย่านไทยทาวน์เป็นศูนย์รวมคนไทยที่อาศัยอยู่ในนครซิดนีย์ และยังเป็นสถานที่จัดงานเทศกาลของไทยหลายเทศกาล อาทิเช่น เทศกาลสงกรานต์ที่จะจัดขึ้นในทุกๆ เดือนเมษายน เป็นต้น

 

36

ที่มา: ภาพจากการรวบรวม

ความสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยว

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียมากที่สุดและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี เนื่องจากมีระยะทางไม่ไกลกันมากนักและมีค่าใช้จ่ายไม่สูงเท่ากับการท่องเที่ยวในประเทศอื่นๆ ในแถบยุโรปหรืออเมริกา

ตารางที่ 2: จำนวนนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียที่เดินทางมายังประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ. 2553-2557

37

ที่มา: การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย


หมายเหตุ: จำนวนนักท่องเทียวออสเตรเลียที่เดินทางมายังประเทศไทยในปี พ.ศ. 2557

ประเทศไทยมีรายได้จากนักท่องเที่ยวออสเตรเลียเป็นจำนวนมากในแต่ละปี ในปี พ.ศ. 2555 มีรายได้เท่ากับ 63, 360 ล้านบาท ปี พ.ศ. 2556 เท่ากับ 63,890 ล้านบาท และปี พ.ศ. 2557 มีรายได้ 58,345 ล้านบาท มากเป็นอันดับสองรองจากนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษเท่านั้น สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในประเทศไทยสำหรับชาวออสเตรเลียได้แก่ ภูเก็ตและเชียงใหม่ สำหรับนักท่องเที่ยวไทยนั้น แต่ละปีจะเดินทางไปเยือนออสเตรเลียโดยเฉลี่ยประมาณ 70,000 – 85,000 คน โดยนิยมเดินทางไปยังรัฐนิวเซาท์เวลส์ รัฐวิกตอเรีย รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย และรัฐ ควีนส์แลนด์

Works Cited

Australian Bureau of Statistics. (n.d.). Census Home: Data & Analysis. Retrieved from Australian Bureau of Statistics: Census: http://www.abs.gov.au/websitedbs/censushome.nsf/home/data

Australian Government. (n.d.). ASEAN-Australia-New Zealand Free Trade Area. Retrieved from Australian Government: Department of Foreign Affairs and Trade: http://www.dfat.gov.au/fta/aanzfta/

Australian Government. (n.d.). Community Information Summary: . Retrieved from Australian Government: Department of Immigration and Citizenship: http://www.immi.gov.au/media/publications/statistics/comm-summ/summary.htm

Australian Government. (n.d.). Thailand Country Brief. Retrieved from Australian Government: Department of Foreign Affairs and Trade: http://www.dfat.gov.au/geo/thailand/thailand_brief.html

Australian Government. (n.d.). Thailand-Australia Free Trade Agreement. Retrieved from Australian Government: Department of Foreign Affairs and Trade: http://www.dfat.gov.au/fta/tafta/index.html

Boonpong...the true stories..บุญผ่อง...เรื่องจริงคนจริง. (n.d.). Retrieved from OKnation.net: http://www.oknation.net/blog/boonpong

Chareonwongsak, K. (2550). พัฒนาความร่วมมือ ไทย-ออสเตรเลีย. Retrieved from Professor Kriengsak Chareonwongsak: http://www.kriengsak.com/node/26

Museum Victoria Australia. (n.d.). History of immigration from Thailand. Retrieved from Origin: Immigrant Communities in Victoria: http://museumvictoria.com.au/origins/history.aspx?pid=63

NSW Migration Heritage Centre. (n.d.). The Colombo Plan - A Student Legacy. Retrieved from Pai Nai Ma: Thai-Australian Experiences: http://www.migrationheritage.nsw.gov.au/exhibitions/painaima/colombo-plan.shtml

NSW: Migration Heritage Centre. (n.d.). Early Migrants & Thai-Australian Relations: White Australian Policy. Retrieved from Pai Nai Ma: Thai-Australian Experience: http://www.migrationheritage.nsw.gov.au/exhibitions/painaima/early-migrants.shtml

Other Special People. (n.d.). Retrieved from Quiet Lion: the life of Sir Edward "Weary" Dunlop: http://weary.quietlion.com.au/special_people/

กรมการท่องเที่ยว. (n.d.). สถิตินักท่องเที่ยว (Tourist Arrivals in Thailand). Retrieved from กรมการท่องเที่ยว: http://www.tourism.go.th/tourism/th/home/tourism.php

กระทรวงการต่างประเทศ. (2555). ความสัมพันธ์ 60 ปี ไทย - ออสเตรเลีย. กรุงเทพ: Amarin Printing & Publishing Public Company Limited.

กระทรวงการต่างประเทศ. (n.d.). ความสัมพันธ์กับประเทศและภูมิภาคต่างๆ: เครือรัฐออสเตรลัย. Retrieved from กระทรวงการต่างประเทศ: http://www.mfa.go.th/main/th/world/75

Digital Image Source

ภาพคุณบุญผ่อง สิริเวชภัณธ์
Australian War Memorial Collection. [Photograph]. Retrieved from
http://www.awm.gov.au/collection/images/screen/P02310.017.jpg

Boonpong...the true stories..บุญผ่อง...เรื่องจริงคนจริง. (2013). Retrieved from OKnation.net: http://www.oknation.net/blog/boonpong/2013/05/01/entry-5

Boonpong...the true stories..บุญผ่อง...เรื่องจริงคนจริง. (2013). Retrieved from OKnation.net: http://www.oknation.net/blog/boonpong

ตันติวิทยาพิทักษ์, วันชัย. บุญผ่อง สิริเวชชะพันธ์ “หนี้ที่ใช้คืนไม่หมด. [ภาพถ่าย]. นิตยสารสารคดี. สำนักพิมพ์สารคดี ปีที่ 29 ฉบับที่ 339. Retrieved from
http://www.sarakadee.com/blog/oneton/?p=1338

บุญผ่อง สิริเวชชะพันธ์ (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๔๖) MO Memoir : Sunday 26 May 2556. (2556). Retrieved from
http://tamagozzilla.blogspot.com/2013/05/mo-memoir-sunday-26-may-2556.html

ภาพเทศกาลและวัฒนธรรมไทย
Thai Australian Association of Queensland (TAAQ). (2013).Brisbane Thai Festival 2013. [Publicity Material]. Retrieved from The Source: http://thesourcenews.com/2013/08/11/Brisbane-thai-festival- celebrates-local-thai-culture/

Thai Culture and Food Festival Inc (TCFFI). (2008).Thai Culture & Food Festival. [Photograph]. Retrieved from http://www.thaifestvic.com/photo-gallery/

Thai Culture and Food Festival Inc (TCFFI). (2013).Thai Culture & Food Festival. [Photograph]. Retrieved from Facebook: Thai Culture and Food Festival:
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10151471566303931&set=a.10150106277118931.274166.257694623930&type=1&theater

Eventful. (2010). Thai Culture and Food Festival-Cultural For…Brisbane.[Slideshow]. Retrieved from
http://eventful.com/brisbane/events/thai-culture-and-food-festival-cultural-forecourt-/E0-001-032896180-2

ภาพไทยทาว์นที่นครซิดนีย์
Giles, Beau. (2010). Aerial view of the Sydney Skyline from the north. [Photograph]. Retrieved from http://www.flickr.com/photos/beaugiles/5245075698

On Topic Media PTY LTD. (2012). Thai Town on Campbell St, Haymarket. [Image]. Retrieved from Weekendnotes: Thai Town in Sydney: http://www.weekendnotes.com/thai-town-sydney/

TalonGirls. (2005).Sydney: China Town, บ้านนอกเข้ากรุง.[Photograph]. Retrieved from Ta-Lon-Girls website: http://talongirls.blogspot.com/2005/06/sydney-china-town.html

Time Out Group Ltd. (2012). Sydney’s Best Thai Providores. [Photograph]. Retrieved from Time out Sydney: Sydney’s Best Thai Providores: http://www.au.timeout.com/sydney/restaurants/features/3660/sydneys-best-thai-providores

 

ขอขอบคุณสถาบัน ATI ที่ให้การสนับสนุน

ATI-logo-large