ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของออสเตรเลีย

ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของออสเตรเลีย

ประเทศออสเตรเลียเป็นทวีปที่เป็นเกาะขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของประเทศอินโดนีเซียและปาปัวนิวกินีโดยตั้งอยู่ระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดียออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลก รองจากรัสเซียแคนาดา จีน สหรัฐอเมริกา และบราซิลโดยมีความกว้างประมาณ 4,000 กิโลเมตรวัดจากฝั่งตะวันออกถึงตะวันตก และยาวประมาณ 3,200 กิโลเมตรวัดจากเหนือจรดใต้

แม้ว่าทวีปออสเตรเลียจะมีขนาดใหญ่ แต่โดยทั่วไปร้อยละ 65 เป็นที่ราบสูง และตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก พื้นแผ่นดินราว3 ใน 4 ของพื้นที่เป็นเขตแห้งแล้งทุรกันดารหรือค่อนข้างแห้งแล้ง และมีขนาดทะเลทรายรวมกันใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากทะเลทรายสะฮาราในทวีปแอฟริกา พื้นที่แห้งแล้งเหล่านี้ขยายจากทะเลทรายขนาดใหญ่ตรงใจกลางทวีปไปสู่ชายฝั่งด้านตะวันตก ดินในบริเวณเหล่านี้ไม่มีความอุดมสมบูรณ์เมื่อเทียบกับความแห้งแล้งในทะเลทรายอื่น ๆชาวออสเตรเลียเรียกดินแดนที่แห้งแล้งและทุรกันดารนี้ว่า "เอาต์แบ็ก" (Outback)

ชาวออสเตรเลียส่วนใหญ่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งด้านตะวันออกหลังเทือกเขาเกรตดิไวดิง ซึ่งแบ่งแยกชายฝั่งตะวันออกกับเขตเอาต์แบ็กและบริเวณตะวันออกเฉียงใต้อันสมบูรณ์ของประเทศ ตามริมฝั่งทะเลและตามเมืองใหญ่ โดยประชากรประมาณร้อยละ 75 ที่อาศัยอยู่ในเมือง

เนื่องจากออสเตรเลียมีขนาดใหญ่ พื้นที่ต่างๆมีสภาพที่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก จึงทำให้ออสเตรเลียมีทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ ที่อุดมสมบูรณ์อยู่เป็นจำนวนมาก และเนื่องจากมีสภาพเป็นเกาะและเป็นแผ่นดินที่เก่าแก่ จึงทำให้มีเอกลักษณ์เฉพาะแตกต่างจากดินแดนอื่น ๆ บรรดาสัตว์ พืช และภูมิทัศน์ในประเทศล้วนมีอายุมากกว่าพันปี และมีความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมีพันธุ์ไม้ดอก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์เลื้อยคลาน ปลาและนกที่มีสปีชีส์แตกต่างกันจำนวนมาก

ความหลากหลายทางชีวภาพ

ระบบนิเวศน์ของออสเตรเลียอุมดมสมบูรณ์มาเป็นเวลากว่า50,000 ปี มีสัตว์ที่มีสปีชีส์แตกต่างกันจำนวนมาก ออสเตรเลียมีสัตว์จำพวกที่มีกระเป๋าหน้าท้อง (marsupial) มากกว่า 140 สปีชีส์ ซึ่งรวมทั้งหมีโคอาลาสัตว์พื้นเมืองออสเตรเลียคล้ายหมีตัวเล็กหรือจิงโจ้ (wombat) และแทสมาเนีย เดวิล (Tasmanian devil) ซึ่งปัจจุบันพบได้ในป่ารกของแทสมาเนียเท่านั้น และยังมีนกมากกว่า 750 สปีชีส์ ที่ได้รับการบันทึกไว้ในออสเตรเลีย โดยที่จำนวน 350 สปีชีส์ ไม่เคยพบในบริเวณอื่นในโลกเลย อาทิ นกกระเต็นออสเตรเลีย (kookaburra) นกเบญจบรรณ1 (rainbow lorikeet) และเพนกวินขนาดเล็กที่สุดในบรรดาเพนกวินทั้งหมด (fairy penguin) นอกจากนี้ ยังมีสัตว์ตระกูลจิงโจ้ (macropods-สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในวงศ์ที่มีกระเป๋าหน้าท้อง) มากกว่า 55 สปีชีส์ ที่มีถิ่นฐานอยู่ในออสเตรเลีย โดยมีขนาดและน้ำหนักค่อนข้างแตกต่างกันอยู่มาก บางตัวมีน้ำหนักเพียง 0.5 กิโลกรัม ในขณะที่บางตัวมีขนาดใหญ่ถึง 90 กิโลกรัม

การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศน์เกิดขึ้นชัดเจน นับตั้งแต่การเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวยุโรปประมาณ 200 ปีมาแล้ว อาณาเขตระหว่างแถบร้อนกับแถบขั้วโลกของออสเตรเลียและระบบนิเวศน์ชายฝั่งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างกว้างขวาง พื้นที่ชุ่มน้ำมีคุณภาพลดลง และพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ของประเทศก็ถูกปรับแต่งด้วยปัจจัยหลายอย่าง รวมถึงพืชพันธุ์และสัตว์ ส่งผลให้เกิดการกระจายพันธุ์และความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งมีชีวิตหลายสปีชีส์ลดลง

ปัจจุบัน ออสเตรเลียมีข้อตกลงที่จะอนุรักษ์มรดกทางธรรมชาติและมีกระบวนการต่าง ๆ เพื่อปกป้องพื้นดิน ผืนน้ำ อากาศ สัตว์ป่า พันธุ์ไม้ ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล ฯลฯ โดยมองว่า การบริหารจัดการนิเวศน์อย่างยั่งยืนทั้งในบริเวณผืนดินดินและแหล่งน้ำเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าเพียงปกป้องสัตว์ป่าและแหล่งที่อยู่อาศัยของพวกมันด้วยการอนุรักษ์ธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนของทรัพยากรทางชีวภาพและการปกป้องระบบสนับสนุนชีวิตบนโลก

 

1นกแก้วตัวเล็ก มีสีสันตัดกัน 5 สี

โขดหินและภูเขา (Australian rocks and mountains)

ทวีปออสเตรเลียมีลักษณะเป็นที่ราบมากโดยมีระดับความสูงเฉลี่ยเพียง 330 เมตร ซึ่งนับว่าต่ำที่สุดในโลก โดยสิ่งที่ทำให้ออสเตรเลียขาดแคลนพื้นที่สูงซึ่งจะทำให้สภาพภูมิประเทศมีความหลากหลาย

จุดที่สูงที่สุดในออสเตรเลียคือ ภูเขาคอสซิอุสโก (Mount Kosciuszko)ในมลรัฐนิวเซาท์เวลส์ มีระดับความสูงจากน้ำทะเล 2,228 เมตร โดยชื่อของภูเขาลูกนี้ เซอร์พอล เอดมันด์ เดอ สเตรซเลคกี (Sir Paul Edmund de Strzelecki)ซึ่งเป็นผู้นำชาตินิยมและประชาธิปไตยชาวโปแลนด์เป็นผู้ตั้งขึ้นใน พ.ศ.2383 (ค.ศ.1840) และภูเขาคอสซิอุสโก ยังเป็นส่วนหนึ่งของแนวเทือกเขาเกรทดิไวน์ดิงเรนจ์(the Great Dividing Range) ซึ่งเป็นแนวเทือกเขาที่มีลักษณะเด่นทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งของออสเตรเลีย

เทือกเขาเกรทดิไวน์ดิงเรนจ์(the Great Dividing Range)ได้แบ่งพื้นที่บริเวณชายฝั่งตะวันออก ออกจากพื้นที่ภายในประเทศ ทำให้มีอิทธิพลอย่างมากต่อสภาพภูมิอากาศ การกระจายตัวของประชากร และรูปแบบการตั้งถิ่นฐาน รวมถึงวิถีชีวิตทางเศรษฐกิจและการเกษตรด้วย เปรียบเสมือนบ้านที่มีการจัดแนวพื้นที่เพื่อการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ไว้อย่างน่าแปลกประหลาดใจอย่างที่ไม่ปรากฏในแห่งหนใดบนโลกนี้ และยังเป็นแหล่งกำเนิดแม่น้ำที่ยาวที่สุดและภูเขาที่สูงที่สุดในออสเตรเลียด้วย

แนวเทือกเขาแห่งนี้ขนานไปกับชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของออสเตรเลีย จากเคปยอร์กในภาคเหนือไปสู่เวสเทิร์นวิคตอเรียนในภาคใต้ แทสเมเนียซึ่งเป็นมลรัฐที่มีลักษณะเป็นเกาะอยู่ทางด้านใต้ของออสเตรเลียก็เป็นส่วนหนึ่งของแนวเทือกเขาขนาดใหญ่และมีความเก่าแก่โบราณแห่งนี้

บรรดาโครงสร้างหินลักษณะต่าง ๆ ในออสเตรเลีย เช่น อูลูรู (Uluru) ภูเขาออกุสตุส(Mount Augustus)และบัลด์รอค(Bald Rock) มีลักษณะเป็นหินหรือเสาหินขนาดใหญ่ก้อนเดียว (monolith) หรืออาจเรียกว่าเป็นภูเขาหิน (Rocky outcrops) โดยมีรายละเอียดของภูเขาหินต่างๆ ดังนี้

อูลูรู (Uluru)
อูลูรูเป็นแท่งหิน/โขดหินขนาดมหึมา ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติอูลูรู-กาตา จูทา(Uluru-Kata Tjuta National Park) ซึ่งเป็นมรดกแห่งชาติของออสเตรเลียที่มีความยาวประมาณ 335 กิโลเมตรไปสู่ภาคใต้ตะวันตกของ Alice Springs ในนอร์เธิร์น เทอริทอรี โดยเป็นส่วนหนึ่งของหินใหญ่ที่ยึดติดกับชั้นหินใต้พื้นดินหลายกิโลกเมตร และยังเป็นส่วนของชั้นหินที่โผล่พ้นดิน

 

uluru

ที่มา: Wikipedia

 

ความยาวรอบฐานของอูลูรูวัดได้ 9.4 กิโลเมตร และมีความสูงประมาณ 345 เมตร บริเวณเหนือพื้นดินมีลักษณะคล้ายรูปไข่กว้าง 2 กิโลเมตร และยาว 3.6 กิโลเมตร มาจากการตกตะกอนของหินทราย ทำให้มีชื่อเสียงเลื่องลือด้านความสวยงามจากการเปลี่ยนสีเมื่อได้รับแสงแดด โดยสามารถพบความงดงามอันน่าตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่งเมื่อยามเช้าที่ตะวันขึ้นและยามเย็นที่ตะวันตกดิน

วิลเลียม กอสส์ (William Gosse) ผู้สำรวจอาณานิคมมาเยือนบริเวณนี้ใน พ.ศ.2416 (ค.ศ.1873) และได้ตั้งชื่อภูเขาหินนี้ว่า Ayers Rock ตามชื่อของเฮนรี่ เอเยอร์ (Henry Ayers) ผู้ว่าการมลรัฐเซาท์ออสเตรเลีย

ใน พ.ศ.2528 (ค.ศ.1985) อูลูรูได้กลับไปอยู่ในการควบคุมดูแลของชาวอะบอริจินส์ เผ่าอนานกู (Anangu) ต่อมา พ.ศ.2538 (ค.ศ.1995) ชื่อของอุทยานแห่งชาติก็ได้รับการเปลี่ยนจากอุทยานแห่งชาติAyers Rock-Mount Olga เป็นอุทยานแห่งชาติอูลูรู-กาตา จูทา เพื่อเป็นการรับรองว่าชาวเผ่าอนานกูได้ควบคุมดูแลพื้นที่ในบริเวณนี้อยู่

ภูเขาออกุสตุส (Mount Augustus)
บริเวณพื้นที่ส่วนที่โดดเด่นของหินทรายและโครงสร้างที่เป็นกลุ่มก้อนทำให้เกิดภูเขาออกุสตุสขึ้น มีขนาดใหญ่เป็นสองเท่าของอูลูรู โดยมีความสูง 858 เมตรจากพื้นที่ราบรอบบริเวณนั้นและมีระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,105 เมตร มีความยาว 8 กิโลเมตร สามารถมองเห็นได้ชัดจากระยะไกลถึง 160 กิโลเมตร ภูเขาลูกนี้เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติภูเขาออกุสตุส (Mount Augustus National Park)

หินที่อยู่บนภูเขานี้มีอายุมากกว่า 1,000 ล้านปี เริ่มก่อตัวมาจากการยกตัวของกลุ่มหินทรายใต้ทะเล โดยหินแกรนิตที่อยู่ใต้ภูเขาออกุสตุสนี้คาดว่าจะมีอายุถึง 1,650 ล้านปีเลยทีเดียว

 

Mount-Augustus

ที่มา: Wikipedia

  

ที่แห่งนี้สามารถมองเห็นนกมากกว่า 100 สปีชีส์รอบภูเขาออกุสตุส และยังมีหลุมน้ำไหล(watering hole)เช่นเดียวกับแท่งหินขนาดใหญ่อูลูรู ที่หินสามารถเปลี่ยนสีได้ระหว่างตะวันขึ้นกับตะวันตกดิน ทำให้เกิดแสงสว่างสีชมพู สีส้ม และสีแดงด้วยแสงสะท้อนสีเขียว แต่สิ่งที่ไม่เหมือนอูลูรูคือมีการเจริญเติบโตของพืชพันธุ์จำนวนมากรอบๆ ภูเขา

บัลด์รอค (Bald Rock)
บัลด์รอคตั้งอยู่ในอุทยาทแห่งชาติบัลด์รอค (Bald Rock National Park) บริเวณเขตแดนระหว่างนิวเซาท์เวลส์-ควีนสแลนด์ มีหินที่รียกว่า The ' Rock' เป็นผิวหินแกรนิตที่โผล่ขึ้นมาใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย และสูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,277 เมตร มีความยาว 750 เมตร และมีความกว้าง 500 เมตร

แหล่งน้ำในทวีปออสเตรเลีย

แม่น้ำส่วนใหญ่ในออสเตรเลียอยู่ใกล้ชายฝั่ง โดยแม่น้ำสายที่ใหญ่และยาวที่สุดถูกพบในฝั่งตะวันออกของประเทศ แม่น้ำเหล่านั้นไหลผ่านสภาพแวดล้อมที่หลายแห่ง ทั้งภูเขา ป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้ำ ที่ดินเพาะปลูก แม้แต่ในเขตเมือง แล้วจึงไหลลงสู่ทะเล แม่น้ำในออสเตรเลียมีรูปแบบการไหลไม่เป็นปกติ เนื่องจากน้ำฝนส่วนมากถูกใช้ในการปลูกต้นไม้และพืชพันธุ์ต่าง ๆ และไหลเข้าไปสู่ทะเลสาบ พื้นที่ชุ่มน้ำ และมหาสมุทร ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดแม่น้ำที่บางครั้งทั้งกว้าง ลึก และไหลเร็ว และในบางครั้งก็ตื้น แคบและไหลช้า สัตว์หลายชนิดที่อาศัยอยู่บริเวณรอบแม่น้ำในออสเตรเลีย อาทิ ปลา กบ กุ้งน้ำจืด หอยทาก ตัวตุ่น หงส์ เป็ด นกกระทุง จิงโจ้ ตุ๊กแกงู และเต่า เป็นต้น

ชาวอะบอริจินที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำได้ใช้ประโยชน์จากแม่น้ำหลายประการ ทั้งตกปลา ล่าสัตว์ และกินพืชที่เจริญอยู่บริเวณนั้นเป็นอาหาร ผืนดินที่อยู่ข้างแม่น้ำได้ใช้ประโยชน์เป็นสถานที่ตั้งค่าย และยังใช้สำหรับการคมนาคมและการพักผ่อนหย่อนใจ และในยุคเริ่มแรก ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยุโรปยังได้ใช้แม่น้ำเป็นเส้นทางคมนาคม โดยใช้เรือกลไฟ (paddle steamer) เป็นยานพาหนะ แม่น้ำจึงเป็นเส้นทางขนส่งหลักของออสเตรเลียจนกระทั่งการเข้ามาสู่ระบบทางรถไฟในช่วงทศวรรษ 1850

ออสเตรเลียมีแม่น้ำสายสำคัญหลายสาย อาทิ

ลุ่มแม่น้ำเมอร์เรย์-ดาร์ลิง (the Murray-Darling River Basin)
แม่น้ำเมอร์เรย์ (The Murray River) และแม่น้ำดาร์ลิง (The Darling River)ซึ่งเป็นแม่น้ำสายย่อย (tributary) ของเมอร์เรย์ รวมกันเรียกว่า ลุ่มแม่น้ำเมอร์เรย์-ดาร์ลิง (the Murray-Darling River Basin) ลุ่มแม่น้ำเป็นบริเวณของแผ่นดินที่ล้อมรอบด้วยแม่น้ำสายหลักและสายย่อยต่าง ๆ จากต้นน้ำสู่ปากแม่น้ำ แอ่งน้ำเมอร์เรย์-ดาร์ลิงวัดได้มากกว่า 1 ล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เกือบ 1 ใน 7 ของแผ่นดินทั้งหมดในออสเตรเลีย เมื่อวัดจากแหล่งกำเนินในควีนสแลนด์ไปสู่ปากแม่น้ำในเซาท์ออสเตรเลีย แม่น้ำเมอร์เรย์มีความยาวมากกว่า 2,500 กิโลเมตร

 

murray-darling-river-basin

ที่มา: Wikipedia

 

แฮมิลตัน ฮูม (Hamilton Hume) และวิลเลียม โฮเวลล์ (William Hovell) เป็นชาวยุโรปกลุ่มแรกที่พบแม่น้ำเมอร์เรย์โดยบังเอิญขณะที่เข้าไปสำรวจแม่น้ำบริเวณฝั่งตะวันตกของ the Great Dividing Range เพื่อดูว่าแม่น้ำเหล่านั้นไหลลงสู่มหาสมุทรหรือไหลเข้าไปสู่ทะเลบนแผ่นดินใหญ่ พวกเขาตั้งชื่อแม่น้ำนั้นว่า The Hume จนกระทั่งอีก 6 ปีต่อมา กัปตันชาล์ส สเทิร์ท (Captain Charles Sturt)เดินทางมาถึงแม่น้ำและได้ตั้งชื่อให้กับแม่น้ำตามชื่อของเซอร์ จอร์จ เมอร์เรย์ย์ (Sir George Murray) โดยไม่ได้ตระหนักว่าแม่น้ำสายนั้นเป็นสายเดียวกับที่ฮูมและโฮเวลล์ได้เคยตั้งชื่อไว้แล้ว

แม่น้ำสโนวี (The Snowy River)
แม่น้ำสโนวี (The Snowy River) เริ่มต้นใน Australian Alps2 ในมลรัฐนิวเซาท์เวลส์ ไหลลงสู่ทางตอนใต้กระทั่งไปถึงมหาสมุทรที่มาร์โล (Marlo) ในมลรัฐวิกตอเรียฝั่งตะวันตกโดยตลอดเส้นทางของแม่น้ำจะไหลผ่านอุทยานแห่งชาติแม่น้ำสโนวี (Snowy River National Park)

ปริมาณน้ำจากแม่น้ำสโนวีไหลลงสู่มหาสมุทรเพียงครึ่งเดียว และอีกครึ่งหนึ่งเบี่ยงเส้นทางไหลไปสู่ Snowy Mountains Hydro-electric Scheme ผ่านอุโมงค์และท่อจำนวนมากเพื่อที่จะให้ไหลลงไปสู่แม่น้ำเมอร์เรย์และแม่น้ำเมอร์รัมบิดจี (Murrumbidgee) ซึ่งน้ำที่ไหลเบี่ยงเส้นทางไปนี้ถูกใช้สำหรับการชลประทานเป็นหลัก โดยขณะที่มันไกลไปยังแม่น้ำเมอร์เรย์และแม่น้ำเมอร์รัมบิดจี น้ำที่ไหลผ่านไปสู่สถานีผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ ทำให้เกิดกระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้าขึ้น

บางทีแม่น้ำสโนวีอาจเป็นแม่น้ำที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของออสเตรเลีย อันเนื่องจากบทกวีของแบนโจ แพตเทอร์สัน (Banjo Patterson)ที่มีชื่อว่า The Man from Snowy River ซึ่งกวีบทนี้บอกเล่าเรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งที่มีความสามารถในการบังคับม้าของเขาให้ขี่ผ่านเข้าไปตามไหล่เขา เพื่อตามหาม้าตัวหนึ่งที่หลบหนีไป

เมอร์รัมบิดจี (Murrumbidgee)
เมอร์รัมบิดจี (Murrumbidgee) เป็นภาษาพื้นเมืองของชาวอะบอริจิน หมายถึง แม่น้ำสายใหญ่ โดยแม่น้ำสายนี้มีความยาวมากกว่า 1,500 กิโลเมตร ซึ่งไหลผ่านไปยังมลรัฐนิวเซาท์เวลส์ จากเทือกเขาออสเตรเลีย (Australian Alps) ไปสู่จุดที่จะเข้าไปสู่แม่น้ำเมอร์เรย์ จึงเป็นแม่น้ำสายย่อย(tributary)ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีความสำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งของแม่น้ำเมอร์เรย์

เมอร์รัมบิดจีไหลผ่านไปในภูมิภาค Riverina ของนิวเซาท์เวลส์ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่มีผลิตผลมากที่สุดของออสเตรเลีย

แม่น้ำสายอื่นๆ (Other rivers)
แม่น้ำสายหลักอื่น ๆ ในออสเตรเลีย ได้แก่ แม่น้ำฟิตซ์รอย (Fitzroy)ในควีนสแลนด์ แม่น้ำออร์ดและสวอน (Ord and Swan Rivers)ในเวสต์เทิร์นออสเตรเลีย แม่น้ำเดอร์เวนท์และทามาร์ (Derwent and Tamar Rivers) ในแทสเมเนีย และแม่น้ำฮอร์กสบิวรี (Hawkesbury) ในนิวเซาท์เวลส์

แม่น้ำหลายสายในออสเตรเลียมีเส้นทางไหลผ่านโดยถูกกำหนดจากเขื่อนและทำนบ ซึ่งเป็นการจัดหาน้ำให้ใช้ในเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการดำรงชีวิตของคนเมืองวันต่อวัน การไหลผ่านของแม่น้ำที่ไม่ปกติในออสเตรเลียจึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปลูกพืชและการดำรงชีวิตของสัตว์ป่า

อย่างไรก็ตาม การทำเกษตรกรรมและเทคนิคการจัดการน้ำของชาวยุโรปมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศออสเตรเลียอย่างมาก สารละลายที่ประกอบด้วยน้ำเกลือ (Salinity) เป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งของการลดคุณภาพน้ำในแม่น้ำของออสเตรเลียในปัจจุบัน แหล่งน้ำของแม่น้ำในออสเตรเลียได้รับผลกระทบจากการเพิ่มสสารจำพวกตะกอน และสารอาหาร เข้าไปในแหล่งน้ำ

ตะกอนเหล่านี้เกิดมาจากฝุ่นและสิ่งสกปรกที่ถูกชะล้างมาจากการกัดเซาะแล้วไหลลงสู่น้ำในแม่น้ำ การกัดเซาะนี้เป็นเหมือนการทำให้เกิดการทำให้ผืนดินค่อย ๆ สึกกร่อนตามธรรมชาติซึ่งมีสาเหตุมาจากสภาพภูมิอากาศ การเคลื่อนย้ายต้นไม้และพันธุ์พืชจากผืนดินก็เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอัตราการกัดเซาะมากขึ้น และยิ่งเกิดการกัดเซาะมากขึ้นเท่าไร การเกิดตะกอนจำนวนมากในแม่น้ำก็จะยิ่งทำลายพืชพันธุ์และสัตว์ที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำนั้นด้วย

สารอาหารจำพวกปุ๋ยถูกนำมาใช้กับพืชผล ทำให้เกิดการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว บางครั้งสารอาหารเหล่านี้ก็สามารถรั่วไหลลงไปในแม่น้ำ ซึ่งหากแม่น้ำสายใดมีปริมาณสารอาหารมากจนเกินไป จะทำให้เกิดการเพิ่มจำนวนประชากรอย่างมหาศาลของสาหร่ายเซลล์เดียว (algal bloom) และเมื่อสาหร่ายเหล่านี้ตายไปก็จะทำลายพืชและสัตว์อื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำ ก่อให้เกิดความเสียหายทางชีวภาพอย่างยิ่ง

ส่วนปัญหาอื่น ๆ คือ ปริมาณน้ำในแม่น้ำจำนวนมากถูกดึงออกไปใช้ เนื่องจากออสเตรเลียมีสภาพภูมิประเทศที่แห้งแล้งมาก ดังนั้นจึงมีปริมาณน้ำที่สามารถนำมาใช้ได้จำนวนจำกัด แม่น้ำแห่งหนึ่งต้องการน้ำไหลเวียนอย่างเหมาะสม เพื่อสัตว์และปลาจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ และจะต้องจัดหาน้ำที่เพียงพอให้กับการเพาะปลูกพืชพันธุ์ต่างๆ ด้วย

ปัญหาการขาดแคลนน้ำเป็นความเสี่ยงใหญ่ต่อเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของชาวออสเตรเลีย รัฐบาลออสเตรเลียลงทุนมากถึง 12.9 พันล้านเหรียญในการทำแผน 10 ปีด้านน้ำระดับชาติ เรียกว่า แผนการจัดการน้ำสำหรับอนาคต (Water for the Future)

แผนนี้จัดหากรอบแนวคิดระดับชาติที่สอดคล้องกัน เพื่อรวมประเด็นเรื่องน้ำในชนบทและในเมืองเข้าด้วยกัน จะช่วยให้เกิดกระบวนการใช้น้ำอย่างปลอดภัยสำหรับครัวเรือน ภาคธุรกิจ การเกษตรของออสเตรเลีย และยังเป็นการฟื้นฟูสุขลักษณะของระบบแม่น้ำในออสเตรเลียด้วย

แผนการจัดการน้ำสำหรับอนาคตเน้นไปที่การจัดลำดับความสำคัญ 4 ประการ

  1. การลงมือปฏิบัติด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านการซื้อขายสิทธิปล่อยมลพิษ การวิจัยสนับสนุน การรวบรวมนโยบายด้านเกษตรกรรมและการช่วยเหลือชุมชนและครัวเรือนเพื่อติดตั้งระบบน้ำร้อนแสงอาทิตย์และระบบพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์
  2. การใช้น้ำอย่างชาญฉลาด รวมถึงการลงทุนในโครงการจัดการน้ำในชนบทที่ช่วยให้เกิดการชลประทานที่ปลอดภัยและเกิดความยั่งยืนระยะยาวในอนาคต และส่งน้ำกลับคืนสู่แม่น้ำ กระตุ้นให้เกิดการสร้างแท็งก์เก็บน้ำฝนและท่อส่งน้ำไปยังครัวเรือน เพื่อให้ผู้ใช้น้ำจำนวนมากประหยัดค่าใช้จ่าย
  3. การใช้น้ำอย่างปลอดภัยสำหรับบ้านเรือนและภาคธุรกิจผ่านการลงทุนเพื่อการแยกเกลือออกจากน้ำ (desalination) การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ และโครงการกองทุนสร้างท่อส่งน้ำเพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการประหยัดน้ำและเครื่องมือรักษาคุณภาพน้ำ
  4. แผนการจัดการน้ำสำหรับอนาคตมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูสุขอนามัยของแม่น้ำภายในออสเตรเลีย โดยการซื้อน้ำกลับมาจากผู้ที่ต้องการขายซึ่งเป็นการลงทุนในโครงการพัฒนาประสิทธิภาพและคุณภาพการใช้น้ำและการบริการจัดการน้ำ รวมถึงการจัดตั้งการจัดการแนวใหม่เพื่อเป็นแผนงานสำหรับการบริหารจัดการน้ำให้เกิดความยั่งยืนในแอ่งเมอร์เรย์-ดาร์ลิง ซึ่งเปรียบเหมือนแหล่งอาหาร (food bowl) ของชาวออสเตรเลีย

 

2แนวเทือกเขาที่สูงที่สุดในออสเตรเลีย (http://en.wikipedia.org/wiki/Australian_Alps)

แร่ธาตุ

แร่ธาตุเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและการพัฒนาภายในทวีปออสเตรเลียตั้งแต่มนุษย์คนแรกปรากฏตัวขึ้น แร่ธาตุหลายชนิดถูกใช้ในการวาดภาพสีบนหินโบราณ ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งของมรดกชาวอะบอริจิน แร่ธาตุจำนวนมากจึงเริ่มผลิตในออสเตรเลียในปริมาณมากจากช่วงเริ่มต้นที่ชาวยุโรปเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่ชายฝั่งซิดนีย์ (Sydney Cove) ภายในช่วงเวลา 10 ปีที่กองเรือรบแรก (First Fleet)ได้มาถึงใน พ.ศ.2331 (ค.ศ.1788) ก็มีการค้นพบถ่านหินใกล้เมืองนิวคาสเซิล(Newcastle)ในมลรัฐนิวเซาท์เวลส์ และต่อมาได้พบทางตอนใต้และทางตะวันตกของบริเวณที่มีการตั้งรกราก โดยพื้นที่เหล่านี้จัดเป็นแหล่งเชื้อเพลิงเพื่อผลิตความร้อนและทำอาหาร ต่อมาจึงมีการขับเคลื่อนด้วยไอน้ำในเขตอาณานิคมใหม่ (young colony) ของมลรัฐนิวเซาท์เวลส์

แร่ธาตุโลหะชนิดแรกที่ชุดพบในออสเตรเลียคือ ตะกั่ว โดยขุดพบที่เกลน ออสมอนด์ (Glen Osmond)ในมลรัฐเซาท์ออสเตรเลีย ใน พ.ศ.2384 (ค.ศ.1841) อาณานิคมใหม่จึงเริ่มต้นส่งออกผลิตผลทางการเกษตรอย่างรวดเร็ว แต่ใน พ.ศ.2393 (ค.ศ.1850) การส่งออกแร่ธาตุทองแดงและตะกั่วจากมลรัฐเซาท์ออสเตรเลียสร้างรายได้ให้กับออสเตรเลียมากกว่าการส่งออกขนแกะและข้าวสาลี

ยุคตื่นทองในทศวรรษ 1850 ทำให้อาณานิคมออสเตรเลียมีชื่อเสียงระดับโลกจากการทำเหมืองแร่มีการขุดพบทองคำเป็นครั้งแรกในมลรัฐนิวเซาท์เวลส์ ใน พ.ศ.2366 (ค.ศ.1823) โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐนามว่า เจมส์ แม็คเบรียน (James McBrien) ในขณะที่เขาทำการสำรวจในบริเวณเนินเขาใกล้แม่น้ำฟิช(Fish River) ซึ่งอยู่ทางด้านตะวันออกของบาธเธิร์สท์ (Bathurst) ทองคำที่มีอยู่น้อยและบันทึกการค้นพบของแม็คเบรียนก็ถูกลืมไป จากนั้นได้มีการค้นพบทองคำในเส้นทางอื่น ๆ ในช่วงหลายทศวรรษต่อมา เช่น ในนิวเซาท์เวลส์และวิกตอเรียเมื่อข่าวเรื่องการขุดทองแพร่กระจายออกไป คนจำนวนมากเริ่มย้ายเข้ามาสู่ออสเตรเลียและขยายจำนวนประชากรมากขึ้นทำให้เกิดการพัมนาด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมด้วย โดยในช่วงทศวรรษ 1950 ออสเตรเลียผลิตทองคำได้เกือบร้อยละ 40 ของผลผลิตทั่วทั้งโลก

ในทศวรรษ 1870 ออสเตรเลียกลายเป็นผู้ผลิตดีบุกรายสำคัญ ด้วยการค้นพบธาตุธาตุโลหะที่ภูเขาบิสช็อฟฟ์ (Mt. Bischoff) ในมลรัฐแทสเมเนีย ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 การทำเหมืองแร่ขนาดใหญ่ครั้งแรกได้เกิดขึ้น ทองแดงและทองคำที่ภูเขามอร์แกน (Mt. Morgan) ใกล้ร็อคแฮมตันในมลรัฐควีนสแลนด์ เงิน ตะกั่ว และสังกะสี ที่โบรกเกนฮิลล์ (Broken Hill) ในมลรัฐนิวเซาท์เวลส์ ทองคำที่คูลการ์ดี (Coolgardie) และที่คาลกัวร์ลี (Kalgoorlie) ในมลรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย และแร่ธาตุเหล็ก ที่ไอรอนนอบ (Iron Knob) และไอรอน บารอน (Iron Baron) ในเซาท์ออสเตรเลีย

 

kalgoorlie

ภาพเหมืองทอง Kalgoorlie ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย
ที่มา: Wikipedia

  

ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 การทำเหมืองแร่ในออสเตรเลียเริ่มลดลง แม้มูลค่าการผลิตเหมืองแร่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม และการค้นพบหลักของช่วงครึ่งศตวรรษแรกคือ ตะกั่ว สังกะสี และทองแดงที่เมาท์อิสา (Mt Isa)กลับไม่ได้รับความสนใจมากนักจนกระทั่งในช่วงทศวรรษ 1950

ช่วงต้นทศวรรษ 1960 ออสเตรเลียขาดแคลนแหล่งสำรองแร่ธาตุเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมภายในประเทศอย่างเพียงพอ การควบคุมแร่ธาตุเหล็กที่ใช้ในการส่งออกครั้งหนึ่งถูกยกเลิก ทำให้การพัฒนาแร่ธาตุเหล็กในเวสเทิร์นออสเตรเลียต้องเริ่มต้นใหม่ ความช่วยเหลือด้านข้อมูลจากสำนักทรัพยากรแร่ธาตุ (Bureau of Mineral Resources) ซึ่งปัจจุบันคือ Geoscience Australiaนับเป็นก้าวแห่งการสำรวจอีกขั้นหนึ่ง การค้นพบแร่ธาตุโลหะชนิดใหม่ อาทิ หินแร่สำคัญที่อยู่ในอลูมิเนียม (bauxite) แร่นิกเกิล (nickel) แร่ทังสเตน (tungsten) แร่ที่อยู่ในไทเทเนียม (rutile) ยูเรเนียม3 (uranium) น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ทำให้ความสนใจต่อการทรัพยากรแร่ธาตุในออสเตรเลียกลับฟื้นคืนมาอีกครั้งหนึ่ง การผลิตแร่ธาตุอื่น ๆ ได้เพิ่มขึ้นด้วย ออสเตรเลียจึงกลายเป็นผู้ส่งออกวัตถุดิบรายใหญ่ โดยเป็นผู้ส่งออกสำคัญไปยังประเทศญี่ปุ่นและยุโรป

ปัจจุบันออสเตรเลียเป็นผู้นำด้านทรัพยากรแร่ธาตุประเทศหนึ่งในโลก โดยเป็นผู้สกัดเอาแร่บริสุทธิ์ของหินแร่สำคัญที่อยู่ในอลูมิเนียม (bauxite) ที่ใหญ่ที่สุดของโลกและเป็นผู้ผลิตแร่อลูมิเนียมปฐมภูมิ4 (primary aluminium) ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 4 ของโลกด้วย และยังเป็นผู้ผลิตอัญมณีและอุตสาหกรรมเพชร ตะกั่ว แทนทาลัม5 (tantalum) แร่รูไทล์ที่อยู่ในไทเทเนียม (rutile) และเพทาย (zircon) ที่ใหญ่ที่สุด เป็นผู้ผลิตใหญ่เป็นอันดับที่ 5 และเป็นผู้ส่งออกถ่านหินดำที่ใหญ่ที่สุด และเป็นผู้ผลิตสังกะสีที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 2 เป็นผู้ผลิตทองคำ แร่ธาตุเหล็ก และแมงกานีสรายใหญ่เป็นอันดับที่ 3 และเป็นผู้ผลิตนิกเกิลใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 4 เป็นผู้ผลิตทองแดงและเงินใหญ่ที่สุดอันดับที่ 5 ของโลก ออสเตรเลียเป็นแหล่งแร่ยูเรเนียมขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและยังมีต้นทุนต่ำ

ชาวออสเตรเลียจำนวนมากเชื่อว่าพื้นที่ขนาดใหญ่ของทวีปแห่งนี้ได้อุทิศไว้สำหรับทำเหมืองแร่ แต่ความเป็นจริงมีพื้นที่น้อยกว่าร้อยละ 0.02 ที่มีผลต่อการทำเหมืองแร่ ซึ่งได้รับการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีความรับผิดชอบ จนทำให้อุตสาหกรรมเหมืองแร่มีส่วนสนับสนุนด้านการส่งออกที่ใหญ่ที่สุดประเภทหนึ่งของออสเตรเลีย

 

3ธาตุโลหะที่มีกัมมันตรังสี ใช้ผลิตพลังงานปรมาณู
4อะลูมิเนียมที่ถลุงจากสินแร่โดยมีความบริสุทธิ์ 99.7% ขึ้นไป (http://www.mka.co.th/)
5ธาตุชนิดหนึ่งมีสีเทาฟ้าใช้เป็นส่วนประกอบหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า

การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

สภาพการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศในออสเตรเลียมีความแปรปรวนค่อนข้างรุนแรงตั้งแต่ พ.ศ. 2544 (ค.ศ. 2001) พื้นที่ในออสเตรเลียส่วนมากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้งกว่าเดิม และกลายเป็นสิ่งท้าทายหลักของสิ่งแวดล้อมที่เปราะบางของออสเตรเลียเพราะว่าส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพภายในประเทศ โดยมีบริเวณที่เป็นความเสี่ยงเฉพาะเจาะจง เช่น บริเวณภูเขาสูงของออสเตรเลียแนวปะการังขนาดใหญ่เกรทแบริเออร์รีฟ(Great Barrier Reef) ป่าฝนเขตร้อน และต้นโกงกางชายฝั่งทะเล และระบบพื้นที่ชุ่มน้ำเช่น กากาดู (Kakadu)

ในขณะที่ความหลากหลายทางชีวภาพจำเป็นต้องมีความอุดมสมบูรณ์ แต่ดินและทะเลของออสเตรเลียกลับอยู่ท่ามกลางภาวะธาตุอาหารต่ำและไร้ผลิตภาพมากที่สุดในโลก มีพื้นที่เพียงร้อยละ 6 เท่านั้นที่เหมาะกับการเพาะปลูก ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ต่ำที่สุดแห่งหนึ่งในโลก จึงต้องการปริมาณน้ำจำนวนมากทั้งจากผิวดินและน้ำใต้ดิน ดินของออสเตรเลียมีความจำเป็นอย่างมากต่อการเพาะปลูกพืชผล จึงต้องปกคลุมด้วยธาตุอาหารและทำให้เกิดความมีเสถียรภาพแต่การดึงน้ำจากใต้ดินมาใช้สำหรับเกษตรกรรมบนพื้นดินแห้ง ส่งผลให้เกิดการเพิ่มปริมาณสารละลายที่ประกอบด้วยน้ำเกลือ (salinity) ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อระบบชีวภาพ เป็นเหตุให้คุณภาพดินของออสเตรเลียลดต่ำลงอย่างมาก

นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงส่งผลให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างน้อย 18 ชนิด ซึ่งถูกจัดให้เป็นกลุ่มสัตว์ที่ดุร้ายในออสเตรเลีย อาทิ แมวป่า และสุนัขจิ้งจอกมีความเสี่ยงต่อการลดปริมาณและการสูญพันธุ์ในกลุ่มสัตว์พื้นเมืองของออสเตรเลีย

ที่สำคัญ นับตั้งแต่การตั้งถิ่นฐานของชาวยุโรปในออสเตรเลีย การใช้ประโยชน์ของที่ดินเน้นไปที่การผลิตทางเกษตรกรรม การพัฒนาเมือง การคมนาคม อุตสาหกรรม การพักผ่อนหย่อนใจ และการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งโดยส่วนมากแล้ว การจัดการเพื่อวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งนั้น ย่อมละเลยประโยชน์อีกหลายประการที่โลกและระบบสิ่งมีชีวิตได้ให้เอาไว้ ซึ่งการใช้ประโยชน์จากพื้นดินมากเกินไป รวมถึงการกัดเซาะของดิน การใช้ปุ๋ย การเลี้ยงสัตว์จำนวนมาก สิ่งปฏิกูล และการปล่อยให้เกิดอุตสาหกรรมภายในเมือง อันเกิดจากการกระทำของมนุษย์ยังนำความสูญเสียมาสู่สภาพแวดล้อมทางทะเล นับเป็นปัญหาทางมลภาวะที่หนักมากที่สุดด้วย

ปัจจุบัน รัฐบาลออสเตรเลียได้ตระหนักถึงระบบนิเวศน์เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง อาทิ การรักษาน้ำให้สะอาด อากาศบริสุทธิ์ และดินมีคุณภาพ เฉกเช่นเดียวกันการดูแลรักษาความหลากหลายทางชีวภาพให้คงอยู่

รัฐบาลออสเตรเลียใช้งบประมาณ 2.25 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลียเพื่อริเริ่มโครงการความห่วงใยต่อประเทศของเรา (Caring for our Country) รวมถึงการลงทุนครั้งใหม่มูลค่ากว่า 180 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ในการสร้างเครือข่ายของอุทยานและการอนุรักษ์รอบประเทศเพื่อช่วยรับมือกับสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ปัจจุบันมีพื้นที่มากกว่าร้อยละ 11 ของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศหรือมากกว่า 900,000 ตารางกิโลเมตร ได้รับการอนุรักษ์เป็นอุทยานแห่งชาติมากกว่า 550 แห่ง และพื้นที่อนุรักษ์จำนวน

6,000 แห่ง ซึ่งได้รับการปกป้องโดยกฎหมายแห่งรัฐและดินแดน ดินแดนที่ได้รับการปกป้อง อาทิ เกาะนอร์ฟอล์ก (Norfolk Island) เกาะลอร์ดโฮวี ( Lord Howe Island) เกาะคริสต์มาส (Christmas Island) เกาะแม็กไควรี (Macquarie Island) หมู่เกาะเฮิร์ดและแม็กโดนัลด์ (Heard and McDonald Islands) และพื้นที่ปกป้องพิเศษแอนตาร์กติก (Antarctic Special Protection Areas) อุทยานเหล่านี้จะช่วยปกป้องที่อยู่อาศัยสำคัญของบรรดาสิ่งมีชีวิตพื้นเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยที่จะกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ออสเตรเลียมีพื้นที่อนุรักษ์ทางทะเลจำนวน 200 แห่งโดยครอบคลุมพื้นที่เกือบ 65 ล้านเฮกเตอร์ รวมถึงอุทยานทางทะเลแนวปะการังขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “เกรทแบริเออร์รีฟ”(Great Barrier Reef)พื้นที่อนุรักษ์ถิ่นที่อยู่ของปลา เขตสงวนพันธุ์ปลา และพื้นที่อนุรักษ์อีกหลายแห่ง รัฐบาลออสเตรเลียที่รับผิดชอบพื้นที่ 31 แห่งและพื้นที่อื่น ๆ โดยจะได้รับการบริหารจัดการโดยรัฐและดินแดน

นอกจากนี้ รัฐบาลออสเตรเลีย ยังได้จัดทำข้อตกลงด้านป่าไม้ระดับภูมิภาค (Regional Forest Agreements,RFAs) เป็นแผนระยะ 20 ปีเพื่ออนุรักษ์และบริหารจัดการป่าไม้พื้นเมืองของออสเตรเลียอย่างยั่งยืน และเพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ ป่าไม้ที่มีอายุเก่าแก่ ป่ารก และคุณค่าทางธรรมชาติและวัฒนธรรมอื่น ๆ กระบวนการของ RFA เพื่ออนุรักษ์ป่าไม้ ครอบคลุมพื้นที่ 2.9 ล้านเฮกเตอร์ ด้วยมาตรฐานระดับโลก โดยมีข้อตกลงด้านป่าไม้ระดับภูมิภาคใน 4 มลรัฐ คือ เวสเทิร์นออสเตรเลีย วิกตอเรีย แทสเมเนีย และนิวเซาท์เวลส์ ข้อตกลงเหล่านี้สำหรับอุตสาหกรรมที่มีฐานเป็นป่าไม้ ชุมชนที่ต้องพึ่งพิงป่าไม้ และการอนุรักษ์ โดยเป็นผลจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ การให้คำปรึกษา และการต่อรองโดยครอบคลุมกลุ่มผลประโยชน์หลายกลุ่ม

การบริหารจัดการนิเวศน์อย่างยั่งยืนทั้งในบริเวณผืนดินและแหล่งน้ำของรัฐบาลออสเตรเลีย สร้างความมั่นใจว่าทรัพยากรทางธรรมชาติจะได้รับการปกป้อง เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนต่อไป

Works Cited

Australian Government. (n.d.). Conversation of Australia's Biodiversity. Retrieved from Australian Government: Department of Environment: http://www.environment.gov.au/biodiversity/index.html

Australian Government. (n.d.). Forest. Retrieved from Australian Government: Department of Environment: http://www.environment.gov.au/land/forestpolicy/index.html

Australian Government. (n.d.). Land. Retrieved from Australian Government: Department of Environment: http://www.environment.gov.au/land/index.html

Australian Government. (n.d.). Our natural environment. Retrieved from australian.gov.au: http://australia.gov.au/about-australia/our-country/our-natural-environment

Australian Government: Geoscience of Australia. (n.d.). Australian Mines Atlas. Retrieved from The Australian Atlas of Mineral Resources, Mines, and Processing Centres: http://www.australianminesatlas.gov.au/index.jsp

Digital Image Source

Hoeven, J. (n.d.). Mount_Angustus.[Photograph]. Retrieved September 21, 2013
from http://en.wikipedia.org/wiki/File:Mount_Augustus_by_ Jan_Van_Der_Hoeven.jpg

Martyman (2004).Murray Catchment Map.[Image]. Retrieved September 21, 2013
from http://en.wikipedia.org/wiki/File:Murray-catchment-map_MJC02.png

Stuard, E. (2006). Panorama of Uluru at sunset.[Photograph]. Retrieved September 21, 2013
from http://en.wikipedia.org/wiki/File:Uluru_Panorama.jpg

Yap, V. Y. (2005).The Big Pit.[Photograph]. Retrieved September 21, 2013
from http://en.wikipedia.org/wiki/File:Kalgoorlie_The_Big_Pit_DSC04498.JPG