ศิลปวัฒนธรรมและสังคมออสเตรเลีย

สภาพสังคมและวัฒนธรรมของออสเตรเลีย - ก่อนการครอบครองของยุโรป

ชนพื้นเมือง
ก่อนที่นักเดินเรือชาวยุโรปจะเข้ามาถึงชายฝั่ง แผ่นดินใหญ่ตอนใต้ (Great South Land) ในปี พ.ศ. 2331 (ค.ศ.1788)ดินแดนแห่งนี้มีผู้ครอบครอบอยู่แล้ว ชาวอะบอริจิน(Aborigine) และชาวเกาะทอร์เรสเทรต (Torres Strait Islanders)เป็นชาวพื้นเมืองดั้งเดิมของประเทศออสเตรเลีย ครอบครองดินแดนแห่งนี้มาเป็นเวลากว่า 50,000 ปีมาแล้ว

ตามหลักฐานทางโบราณคดีบ่งชี้ว่า ชนพื้นเมืองเหล่านี้มีประวัติทางวัฒนธรรมที่ต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลกซึ่งอาจมีจุดกำเนิดนับย้อนหลังไปได้ตั้งแต่ช่วงปลายยุคน้ำแข็งโดยเชื่อกันว่าคนกลุ่มแรกได้เดินทางข้ามทะเลอพยพมาจากทวีปเอเชีย เมื่อประมาณ 40,000-70,000 ปีมาแล้วในยุคน้ำแข็งตอนปลายที่ทวีปออสเตรเลียเชื่อมต่อกับนิวกินีเป็นกลุ่มที่ใช้ชีวิตเร่ร่อน พบหลักฐานที่อยู่อาศัย 3 แห่ง ได้แก่ ในเมืองเพนริธรัฐนิวเซาธ์เวลส์ ซึ่งอาศัยอยู่เมื่อ 47,000 ปีก่อน รัฐเวสเทิร์น ออสเตรเลีย ประมาณ 40,000 ปี และรอบทะเลสาบมันโก รัฐนิวเซาธ์เวลส์ เมื่อ 35,000 ปีที่แล้ว

นักมานุษยวิทยาและนักประวัติศาสตร์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ได้ประมาณไว้ว่า ก่อนหน้าปี พ.ศ. 2313 (ค.ศ.1770)มีชาวพื้นเมืองอะบอริจินทั่วทวีปออสเตรเลียมีอยู่ประมาณ 500-600 กลุ่ม จำนวนกว่า 300,000 คน มีภาษาพูดต่าง ๆ กว่า 500 ภาษา โดยจัดแบ่งออกได้เป็น 31 กลุ่มด้วยกัน และแต่ละภาษาต่างมีความแตกต่างและซับซ้อนพอ ๆ กันกับภาษาในยุโรป ซึ่งคำว่า อะบอริจินมาจากคำว่า "aboriginal" เป็นคำภาษาอังกฤษหมายถึง ต้นกำเนิด แรกเริ่มหรือ พื้นเมือง คำนี้ชาวอังกฤษนำมาใช้ในออสเตรเลีย ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2332 (ค.ศ. 1789) เพื่อเรียกชาวพื้นเมืองทั้งหมดในประเทศ จึงทำให้ชนพื้นเมืองเหมือนมีอยู่เพียงกลุ่มเดียวซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ชนพื้นเมืองเหล่านี้ต่างมีวัฒนธรรมอันซับซ้อนและเจริญรุ่งเรือง ทั้งทางด้านขนบธรรมเนียมประเพณี ศาสนา รูปแบบการดำเนินชีวิตมาเป็นเวลาช้านาน แต่ละชนเผ่าจะมีการแบ่งเขตแดนของตน และโยงเข้ากับตำนานเกี่ยวกับยุคแห่งความฝัน (Dreamtime) ที่มีอยู่มากมาย

ชาวอะบอริจินจะอยู่รวมกันเป็นเผ่า เผ่าหนึ่งมีประมาณ 10 ถึง 50 คน หรือมากกว่านั้น ยังชีพด้วยการล่าสัตว์ ซึ่งผู้ชายจะทำหน้าที่ล่าสัตว์ ส่วนผู้หญิงจะทำหน้าที่จับปลา ชาวอะบอริจินล่าสัตว์เพียงเพื่อประทังความหิวให้ตัวเองและครอบครัวเท่านั้น จึงสามารถดำรงชีวิตได้อย่างสบาย ๆ ในแผ่นดินที่แห้งแล้ง จำนวนสัตว์ป่าในแต่ละพื้นที่ก็เป็นตัวบอกความเคลื่อนไหวและความเป็นอยู่ของแต่ละเผ่าได้เป็นอย่างดี

ชาวอะบอริจินมีความเชื่อว่า จักรวาลประกอบด้วยโลกกายภาพ หรือโลกที่พวกเขาอาศัยอยู่กับโลกแห่งความฝัน (Dreamtime) พวกเขาเห็นว่า ทั้งโลกกายภาพและโลกแห่งความฝันดำรงอยู่อย่างใกล้เคียงกันพระเจ้าของชาวอะบอริจินซึ่งเป็นบรรพบุรุษของพวกเขา ยังคงดำรงอยู่ทั่วไปบนผืนแผ่นดินขุนเขาหุบเขา หินและหนองน้ำ พวกเขาเชื่อว่า ตัวตน ธรรมชาติ และแผ่นดินเชื่อมโยงเข้าด้วยกันอย่างแยกไม่ออกและต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

ยุคแห่งความฝันเป็นพื้นฐานความคิดและพิธีกรรมของชาวอะบอริจินที่รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีเดิมไว้ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่สืบทอดต่อกันมาจากอดีต ตามตำนานกล่าวไว้ว่า ยุคแห่งความฝันเป็นยุคที่มีมานมนานแล้วและจะมีอยู่ต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เป็นตัวเชื่อมระหว่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าไว้ด้วยกัน

เนื่องจากชาวอะบอริจินไม่มีภาษาเขียนของตนเอง จึงได้ถ่ายทอดยุคแห่งความฝันไว้บนภาพเขียนบนแผ่นหิน ซึ่งประกอบขึ้นจากคำบอกเล่าตามตำนานด้วยวิธีเล่าปากต่อปากโดยผู้นำของเผ่าทำหน้าที่บอกผ่านเรื่องราวในยุคแห่งความฝันจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง นอกจากนี้ ความฝันของบรรพชนยังได้ถ่ายทอดออกมาเป็นบทเพลง และเรื่องเล่าทีละขั้น

ชาวอะบอริจินจะมีการเฉลิมฉลองการเสี่ยงภัยของวีรบุรุษผู้กล้าในยุคแห่งความฝัน ผ่านทางภาพวาด เพลง และการเต้นบูชายัญ โดยพิธีกรรมซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองด้วยเสียงเพลงและการเต้นรำ เรียกกันว่า คอร์โรบอรี (Corroboree) เป็นเรื่องเกี่ยวกับการล่าสัตว์และการออกหาอาหาร แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเรื่องของการก่อกำเนิดชีวิต นักเต้นรำจะเป็นผู้ชายที่เชี่ยวชาญในการเต้นเลียนแบบการเคลื่อนไหวของสัตว์ พวกเขาทาร่างกายด้วยสีต่าง ๆ ขณะร้องเพลงและเต้นรำจะให้จังหวะด้วยไม้และบูมเมอแรงไปด้วย บางเผ่าจะใช้ไม้ยาว ๆ กลม ๆ เรียกว่า ดิดเกอริงดู (Didgeridoo) นำมาเป่า ซึ่งจะทำให้เกิดเสียงประหลาดดังหึ่ง ๆ กล่าวกันว่า ดิดเกอริดูนี้มีเสียงเหมือนกับเสียงเรียกของวิญญาณ

ตำนานอันศักดิ์สิทธิ์ได้กำหนดบทบาทชีวิตและความรับผิดชอบของแต่ละคนผ่านทางพิธีกรรมที่ซับซ้อน พิธีกรรมส่วนใหญ่จะถูกเก็บเป็นความลับ มีแต่พวกผู้ชายเท่านั้นที่ประกอบพิธีกรรมได้ ผู้สูงอายุในเผ่าซึ่งมีความรู้เรื่องชุมชนและถิ่นที่อยู่เป็นพิเศษจะได้รับแต่งตั้งให้ดูแลเผ่าของตน โดยผ่านการบูชาเครื่องหมายของเผ่า คนในเผ่าจะตั้งอะไรขึ้นมาอย่างหนึ่งให้เป็นสัญลักษณ์ โดยมากมักเป็นสัตว์หรือพืช เพื่อทำหน้าที่คุ้มครองและเป็นสัญลักษณ์ของเผ่า ผู้สูงอายุจะถ่ายทอดความลับนี้ให้กับผู้ชายวัยหนุ่ม ที่กำหนดไว้ว่าจะเป็นผู้แทนตามตำนานของเผ่า และจะต้องเป็นนักล่าสัตว์มีฝีมือด้วย

ชาวอะบอริจินเชื่อว่าเมื่อเราตายไป วิญญาณของเราไม่ได้ตายตามไปด้วย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีพิธีกรรมขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่า วิญญาณได้ออกจากร่างไปสิงสู่อยู่ที่อื่น อาจจะเป็นภูเขา ต้นไม้ สัตว์ หรืออาจเป็นมนุษย์ด้วยกันในร่างอื่นก็ได้ พิธีกรรมนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้โลกและทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปตามครรลองของมัน

ยุคแห่งความฝันได้เชื่อมโยงพวกเขาเข้ากับแผ่นดินอย่างลึกซึ้ง จนถึงขนาดที่ว่าหากเขาต้องโยกย้ายไปจากแผ่นดิน เท่ากับเป็นการฆ่าพวกเขาทางด้านจิตใจ และการถูกขับออกจากแผ่นดินแห่งนี้ หมายถึง การถูกขับออกจากยุคแห่งความฝันนั่นเอง

นอกจากนี้ พวกเขายังเชื่อว่า ยิ่งทุ่มเทชีวิตให้กับการเรียนรู้และเคารพกฎแห่งความฝันยิ่งมีโอกาสเรียนรู้มากเท่าไรพวกเขาก็ยิ่งเข้าใจแผ่นดินของตนมากขึ้นเท่านั้นและเป็นเส้นทางที่ชาวอะบอริจินแต่ละคนเดินตามเพื่อสร้างสรรค์ดินแดนของตน

ชาวเอเชีย
นอกเหนือจากชนเผ่าพื้นเมืองแล้ว ก่อนที่นักเดินเรือยุโรปจะค้นพบทวีปออสเตรเลีย มีหลักฐานบ่งชี้ว่า มีชาวเอเชียหลายชาติได้เดินเรือมายังดินแดนแห่งนี้หลายครั้ง และพบที่นี่ก่อนพวกยุโรป อาทิ พวกพ่อค้าชาวจีนที่มาหาไม้จันทน์และเครื่องเทศ ระหว่างศตวรรษที่ 13 และ 14 มีเรือสำเภาของชาวจีนล้ำเข้ามาในหมู่เกาะอินโดนีเซีย และแล่นเข้ามาไกลถึงแอฟริกาตะวันออก และในปีค.ศ.1879 ได้มีการขุดพบรูปสลักเทพเจ้าชูเลา (Shou Lao) สมัยราชวงศ์หมิง ที่เมืองดาร์วิน (Darwin) ซึ่งถือเป็นเทพเจ้าแห่งความมีอายุยืนยาว รูปสลักนี้ฝังอยู่แถวรากต้นไทรลึกลงไปกว่า 1 เมตร สันนิษฐานว่า ชาวจีนที่ตัดไม้จันทน์จากติมอร์ซึ่งอยู่ห่างออกไป 500 กิโลเมตร อาจเคยอยู่ที่นี่มาก่อน

นอกจากนี้ สันนิษฐานว่าอาจมีนักเดินเรือชาวอาหรับ ซึ่งได้เผยแผ่ศาสนาอิสลามและมาถึงอินโดนีเซียประมาณศตวรรษที่ 13 อาจจะเข้ามาถึงชายฝั่งตอนเหนือของออสเตรเลียก่อนยุโรปก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม การเดินทางมาที่นี่ของชาวจีนและอาหรับเป็นเพียงการเดินทางมาสำรวจหรือเพื่อมาหาของป่าเพียงชั่วคราว ไม่ได้มีการอพยพมาตั้งรกรากแต่อย่างใด

สภาพสังคมและวัฒนธรรมของออสเตรเลีย – การครอบครองของยุโรป

กัปตันเจมส์ คุก (James Cook) เดินทางมาสำรวจออสเตรเลียและทำแผนที่ชายฝั่งตะวันออกของออสเตรเลีย ในปีพ.ศ. 2313 (ค.ศ.1770) และได้ประกาศให้เป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร ให้ชื่อว่านิวเซาท์เวลส์ เพื่อใช้เป็นอาณานิคมสำหรับนักโทษ (penal colony)จากนั้น ในวันที่ 26 มกราคม ปี พ.ศ.2331 (ค.ศ.1788)การอพยพของชาวอังกฤษและไอร์แลนด์กลุ่มแรกได้มาถึงท่าเรือแจ็คสันอ่าวโบทานี่ ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของซิดนีย์กองเรือชุดแรกเป็นขบวนเรือ 11 ลำพร้อมผู้โดยสาร ประมาณ1,530 คน ส่วนใหญ่เป็นนักโทษที่รัฐบาลอังกฤษเนรเทศออกมารวมทั้งสัตว์เลี้ยงต่างๆ อาทิ วัว ควาย แกะแพะ ได้ยกขบวนขึ้นฝั่งที่นี่

เมื่อนักสำรวจและผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอังกฤษชุดแรกมาถึงชายฝั่งออสเตรเลีย ได้ประกาศการครอบครองดินแดน โดยอ้างว่า ดินแดนนี้เป็น เทอร์รา นูลิอุส (Terra Nullius) หรือดินแดนว่างเปล่าไม่มีผู้อยู่อาศัย (land belonging to no one) ที่มีสิทธิเข้ามาจับจองได้ โดยไม่ได้มองว่าชาวอะบอริจินที่ครอบครองดินแดนนี้มานับหมื่นปีเป็นเจ้าของที่แท้จริง ในวันนั้น ได้มีการเฉลิมฉลองการยิงสลุต และมีการชักธงในพระนามของพระเจ้า จอร์จที่ 3 แห่งอังกฤษขึ้น

กัปตัน อาร์เธอร์ ฟิลลิป(Arthur Philip) เป็นผู้คุมขบวนเรือมาได้รายงานว่า คำแรกที่ชาวออสเตรเลียอะบอริจินพูดกับลูกเรือ คือ “วาร์รา วาร์รา” (Warra! Warra!) แปลว่า ไปให้พ้น (Go away! Go away!) เพื่อขับไล่คนผิวขาวออกไปจากดินแดนของตน แต่ทว่า นอกจากคนผิวขาวจะไม่ออกไปจากดินแดนนี้แล้ว ยังได้ยึดครองและรุกรานชนพื้นเมืองเดิมเป็นเวลานานกว่า 200 ปี หลังจากชาวยุโรปเข้ามาตั้งถิ่นฐานนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ชาวอะบอริจินได้กลายเป็นกลุ่มชนที่เสียเปรียบมากที่สุดในประเทศ

ภายในทศวรรษ 1870 พื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ก็ถูกชาวผิวขาวยึดครองจนหมดสิ้น การสังหารหมู่ชนพื้นเมืองเป็นเรื่องธรรมดา คนหายสาบสูญไปทั้งเผ่า เหลือภาษาของเผ่าไว้เพียงชื่อสถานที่ ไม่เพียงเท่านี้ ยังถูกซ้ำเติมด้วยโรคร้ายที่มาเยือน เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังการขึ้นฝั่งของชาวยุโรปโรคฝีดาษที่มาพร้อมกับคนผิวขาวได้ฆ่าชาวพื้นเมืองตายไปอย่างรวดเร็วเฉพาะในพื้นที่ซิดนีย์โรคฆ่าชาวพื้นเมืองกว่าครึ่งหนึ่งในช่วงปี พ.ศ. 2331- 2443 (ค.ศ. 1788-1900) ชาวพื้นเมืองเจ้าของดินแดนแห่งนี้ได้ลดลงถึง 80 เปอร์เซ็นต์ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ชาวพื้นเมืองเหลือเพียงราว 150,000 คน

เมื่อมีการตั้งประเทศในปี พ.ศ.2444 (ค.ศ.1901)ชาวอะบอริจินไม่มีสิทธิที่จะเป็นพลเมืองของออสเตรเลีย และไม่มีสิทธิลงคะแนนเสียง เพราะคนผิวขาวมีความเชื่อว่าคนเหล่านี้อยู่ในฐานะที่ด้อยกว่า มาแต่กำเนิด และมองว่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่กำลังจะสูญสิ้นอย่างไร้อนาคต การต่อสู้กับคนผิวขาวของชาวอะบอริจินที่มีมาจนถึงช่วงปลายทศวรรษ 1920 ไม่มีบันทึกอยู่ในหนังสือประวัติศาสตร์ที่สอนกันในโรงเรียน

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สังคมและวัฒนธรรมของชาวอะบอริจินได้ถูกทำลายลงจากการดำเนินการต่าง ๆ ที่คนผิวขาวมีต่อชาวพื้นเมือง คนผิวขาวไม่เข้าใจชีวิตร่อนเร่ ไม่รับรู้ตำนานโลกแห่งความฝัน ไม่สนใจความผูกพันอันลึกซึ้งที่ชนพื้นเมืองมีต่อแผ่นดินของตน ยกตัวอย่างเช่น กลางศตวรรษที่ 19 พวกข้าราชการและมิชชั่นนารีที่มีเจตนาดี ได้พยายามช่วยชาวอะบอริจินให้รอดพ้นจากชาวไร่และทหารที่เหี้ยมโหด ด้วยการย้ายชาวอะบอริจินไปอยู่ที่เกาะฟลินเดอร์ (Flinders) ในหมู่เกาะแบส สเตรท (Bass Strait) ของชาวอะบอริจินในทัสมาเนีย โดยไม่ได้ตระหนักว่า การอพยพจากบ้านเกิดไปยังเกาะอันห่างไกลและกันดาร และไม่คุ้นเคย ต้องใส่เสื้อผ้าของชาวยุโรปและทานอาหารของอังกฤษที่มีแต่แป้ง จะทำให้ชนพื้นเมืองไม่สามารถปรับตัวได้ส่งผลให้พวกเขาเสียชีวิตไปทีละคน จนชาวทัสมาเนียคนสุดท้ายคือ ตรูกานินี (Truganini) เสียชีวิตลงในปี พ.ศ.2442(ค.ศ.1879) ไม่เพียงเหตุการณ์นี้ แต่ในยุคแรกโศกนาฏกรรมลักษณะนี้เกิดขึ้นทั่วไปในออสเตรเลีย

ในระหว่างช่วงปี พ.ศ.2412-2512 (ค.ศ. 1869-1969)ออสเตรเลียได้ออกกฎหมายและนโยบายต่างๆ ที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของชาวอะบอริจิน พวกเขาไม่มีสิทธิที่จะเป็นเจ้าของที่ดินซึ่งเคยเป็นของบรรพบุรุษ และเมื่ออุตสาหกรรมเลี้ยงวัวและแกะ เจริญรุ่งเรืองในกลางศตวรรษที่ 19 ความต้องการที่ดินมีมากขึ้น และรูปแบบการคุ้มครองได้เข้มงวดขึ้น มีการตั้งระบบที่คล้ายกับการแยกสีผิวในเอาท์แบ็ค ชาวอะบอริจินถูกแยกไปอยู่ในที่ที่จัดไว้ ถูกลดสถานะทางกฎหมายให้ต่ำกว่า

จาก พ.ศ.2453 (ค.ศ.1910)จนถึงทศวรรษ1970(ประมาณ พ.ศ.2503-2513)หกทศวรรษที่เด็กชายหญิงอะบอริจิน ประมาณ 100,000 คน ส่วนใหญ่เลือดผสมหรือลูกครึ่งโดนบังคับให้ต้องพลัดพรากจากพ่อแม่ และครอบครัวไปพำนักอยู่ใน “ค่ายสงวนพันธุ์อะบอริจิน” ตามกฎหมายรัฐและกฎหมายรัฐบาลกลางตราขึ้นบังคับใช้บนพื้นฐานสมมติฐานที่ว่าอะบอริจินเป็นชนเผ่ากำลังจะสูญพันธุ์ดังนั้นการช่วยชีวิตเด็กเชื้อสายอะบอริจินจึงเป็นทางเลือกที่มีมนุษยธรรมโดยที่พ่อแม่ของเด็กไม่มีสิทธิคัดค้านเด็กเหล่านี้เป็นที่รู้จักชื่อ The Stolen Generations (คนรุ่นที่ถูกขโมย)

รัฐบาลออสเตรเลียต้องการเปลี่ยนชาวอะบอริจินรุ่นใหม่แบบถอนรากถอนโคน (neophyte) เด็กเหล่านี้ถูกห้ามไม่ให้พูดภาษาพื้นเมืองต้องเรียนรู้วัฒนธรรมแบบตะวันตก แต่เมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตมากลับไม่สามารถปรับตัวอยู่ในสังคมปกติได้ เพราะไม่ได้รับการยอมรับทั้งจากคนผิวขาวและชาวอะบอริจินรุ่นเดิม ในที่สุด กลายเป็นกลุ่มที่สูญเสียเอกลักษณ์ความเป็นตัวตน ถูกตัดขาดทางวัฒนธรรม เกิดความคับข้องใจเพราะไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครจำนวนไม่น้อยหาทางออกด้วยการดื่มเหล้า ติดยาเสพติด ก่ออาชญากรรม

1) ยุคแรกของการตั้งถิ่นฐานของชาวยุโรป
ในช่วง 50 ปีแรก นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2331 (ค.ศ.1788)ดินแดนแห่งนี้เป็นเพียงเกาะสำหรับกักขังนักโทษผู้ตั้งถิ่นฐานยุคแรกส่วนใหญ่เป็นนักโทษและครอบครัวของทหาร อาณาจักรอังกฤษยังมองว่าออสเตรเลียเป็นแค่ที่รองรับพวกกบฏการเมืองและอาชญากรที่อันตราย

ออสเตรเลียกลายเป็นอาณานิคมนักโทษที่โด่งดังที่สุด ด้วยประชากรที่เลือกสรรมาเป็นอย่างดีมีหลักฐานบ่งบอกว่าจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคนหนึ่งจะคอยเลือกว่าคนไหนมีทักษะอะไรบ้างที่จะมาช่วยสร้างอาณานิคมภารกิจแรก ๆได้แก่ การสร้างที่เก็บเมล็ดข้าวสาลีใต้ดิน 20 จุด เพื่ออาณานิคมแห่งใหม่โดยต้องขุดลงไปในหินทรายการนำเมล็ดพันธุ์ลงไปเก็บในหลุมที่มืดเป็นงานที่อันตรายข้าวสาลีจะดูดออกซิเจนหลังจากลงไปไม่นานจะหายใจไม่ออกและเสียชีวิตได้นอกจากนี้ นักโทษยังต้องทำการขุดดินทราย เพื่อนำไปใช้สร้างอาคารต่าง ๆ ทั่วซิดนีย์ส่วนนักโทษที่ร้ายกาจจะถูกส่งมาที่เกาะค็อคคาทู เพื่อสร้างอู่ต่อเรือบนชายฝั่งที่เต็มไปด้วยหิน

อย่างไรก็ตาม ได้เริ่มมีผู้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในออสเตรเลียมากขึ้นเรื่อยๆในช่วงแรกผู้อพยพส่วนใหญ่ยังคงเป็นชาวยุโรป ระหว่างปี พ.ศ.2331-2411 (ค.ศ. 1788-1868)ทั้งผู้ชายผู้หญิง และเด็กร่วม 160,000 คน ถูกส่งตัวข้ามทะเลมา 13,000 ไมล์จากยุโรป

ในปีพ.ศ.2336 (ค.ศ.1793)มีการตั้งถิ่นฐานบนเกาะแทสเมเนีย หรือชื่อในขณะนั้นคือฟานไดเมนส์แลนด์และตั้งเป็นอาณานิคมแยกอีกแห่งหนึ่งในปีพ.ศ.2368 (ค.ศ.1825)จากนั้น สหราชอาณาจักรได้ประกาศสิทธิในฝั่งตะวันตกในปีพ.ศ.2372 (ค.ศ.1829)และเริ่มมีการตั้งอาณานิคมแยกขึ้นมาอีกหลายแห่ง ได้แก่เซาท์ออสเตรเลีย วิกตอเรีย และควีนส์แลนด์ โดยแยกออกมาจากนิวเซาท์เวลส์

นอกจากคนอังกฤษแล้วยังมีคนชาติอื่น ๆ อยู่บ้าง อาทิ ชาวซิเลเซียน (Silesians) ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในทศวรรษ 1840 มีหลักฐานที่หลงเหลือเป็นสถาปัตยกรรม ศิลปะและเทศกาลรื่นเริงแบบเยอรมันหรือ ทิวโทนิก (Teutonic) และมีหลักฐานระบุว่า ที่เมืองบรูม (Broom) ตอนเหนือสุดของรัฐออสเตรเลียตะวันตก (Western Australia) ได้มีคนหาหอยมุกชาวญี่ปุ่นอาศัยอยู่

การขนนักโทษมาที่นี่ค่อย ๆ ลดน้อยลงตั้งแต่ครึ่งแรกของศตวรรษที่ 19 เป็นต้นไป และการขนนักโทษหมดไประหว่างปี พ.ศ. 2838-2411 (ค.ศ.1840-1868) เนื่องจากมีการรณรงค์ยกเลิกโดยกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานเรือนักโทษลำสุดท้ายมาถึงนิวเซาท์เวลส์ในปีพ.ศ.2491 (ค.ศ.1948)และการขนส่งนักโทษยุติอย่างเป็นทางการในปีพ.ศ.2396 (ค.ศ.1853)ในนิวเซาท์เวลส์และแทสเมเนีย และปีพ.ศ.2411 (ค.ศ.1868)ในเวสเทิร์นออสเตรเลีย

ในศตวรรษแรกของการอพยพมาตั้งถิ่นฐานของคนผิวขาว มาพร้อมกับตัวตนความเป็นคนยุโรปในทุกด้าน ทั้งในด้านการเมืองการปกครอง สังคม วัฒนธรรม และศาสนา

ด้านศาสนา ในอาณานิคมแห่งนี้ในช่วงเริ่มต้น ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอังกฤษกลุ่มแรกและกลุ่มนักโทษ มาพร้อมความเชื่อแบบคริสเตียน นิกาย Church of England (Anglican) และระหว่างทศวรรษ 1800 ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยุโรปได้นำความเชื่ออื่น ๆ เข้ามาในออสเตรเลีย รวมถึงศาสนาคริสต์ นิกายคาทอลิก (Catholic) เพรสไบทีเรียน (Presbyterian) เมโธดิสท์ (Methodist) คอนเกรกเกชันนอลลิสท์ (Congregationalist) ลูเธอแรน(Lutheran) และแบ๊บติสท์ (Baptist)

ในด้านศิลปะนักโทษและผู้คุมผิวขาวไม่สนใจวัฒนธรรมของพวกอะบอริจินผิวดำที่มีมากกว่า 50,000 ปีแต่อย่างใด พวกเขาสนใจในศิลปะ ภาพวาดที่ได้แรงบันดาลใจจากยุคสมัยจอร์เจียนของอังกฤษ โดยภาพวาดของภูมิประเทศสมัยอาณานิคมยุคต้น ๆ นั้น แม้แต่ต้นไม้ก็ยังเป็นต้นไม้ของยุโรป ความเป็นชาวอังกฤษยังคงแฝงอยู่ในวัฒนธรรมออสเตรเลีย อาทิ การดื่มด่ำกับโอเปร่าในยามค่ำคืน การเพลินเพลินกับกีฬาคริกเกต

2) ยุคตื่นทองและการเริ่มนโยบายออสเตรเลียขาว
การตั้งถิ่นฐานของชาวยุโรปเกิดการเปลี่ยนแปลงชัดเจน เมื่อถึงปี พ.ศ. 2394(ค.ศ. 1851)เมื่อเอดเวิร์ด ฮาร์กรีฟส์ นักแสวงโชค ได้ค้นพบสายแร่ทอง ในพื้นที่ที่เขาตั้งชื่อว่าโอฟีร์ (Ophir)แปลว่าดินแดนแห่งทองคำและความมั่งคั่งห่างจากซิดนีย์ 175 ไมล์ ปัจจุบันเป็นเมือง ๆ หนึ่งในรัฐนิวเซาท์เวลส์ นับตั้งแต่นั้นความวุ่นวายก็เกิดขึ้นทั่วทั้งเมืองร้านรวงต่าง ๆ ปิดลงโรงเรียนหยุดสอน เรือต้องสูญเสียคนงานที่ท่าเรือซิดนีย์ไปเพราะทุกคนมุ่งไปหาทองคำตั้งแต่อังกฤษไปจนถึงเมืองจีน ผู้อพยพหลั่งไหลกันเข้ามาในซิดนีย์

การตื่นทองของออสเตรเลียเริ่มต้นขึ้นซึ่งนำคนจำนวนมากเดินทางมาออสเตรเลีย ยุคตื่นทองส่งผลให้ออสเตรเลียมีประชากรเพิ่มเป็น 2 ล้านคนภายในปี พ.ศ.2423(ค.ศ.1880)ที่สำคัญ นอกจากคนอังกฤษแล้ว เริ่มมีชาวจีนและชาวแอฟริกันเข้ามาเพื่อขุดหาทองคำ ในรัฐนิวส์เซาท์เวลส์ และ วิคตอเรีย โดยชาวจีนอพยพเข้ามามากที่สุด ในช่วง 5 ปีตั้งแต่พ.ศ.2397 (ค.ศ.1854)มีชาวจีนมากกว่า 40,000 คน เข้ามาอาศัยอยู่ในวิคตอเรีย

ขณะที่อังกฤษเองต้องการผลประโยชน์ในครั้งนี้จึงเก็บค่าใบอนุญาตกับทุกคน ด้วยเงิน 30 ชิลลิ่งต่อเดือน โดยจะได้ขุดในพื้นที่เล็ก ๆ ที่ถูกกำหนดไว้โดยมีตำรวจคอยตรวจใบอนุญาตอยู่ตลอดเวลา การเก็บค่าใบอนุญาตนี้ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนไหวต่อต้านขึ้น ในปี พ.ศ.2387 (ค.ศ. 1844)คนงานเหมือง 1,500 คนประท้วงจนเกิดการนองเลือดที่เรียกเหตุการณ์นั้นว่า ยูเรก้าสต็อคเกด (Eureka Stockade) ทหาร 5 คนเสียชีวิต คนงานเหมืองประมาณ 50 คน ไม่เสียชีวิตก็ได้รับบาดเจ็บสถานการณ์เต็มไปด้วยความวุ่นวาย จนในที่สุดได้มีการยกเลิกใบอนุญาตการขุด และมีการตัดตั้งโรยัลคอมมิชชั่น (Royal Commission) ขึ้น โดยผู้ที่มีสิทธิในการทำเหมืองจะต้องจ่าย 1 ปอนด์ต่อปี

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตยในออสเตรเลียเพราะเป็นครั้งแรกที่ประชาชนมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งสภานิติบัญญัติ แต่จำกัดเฉพาะคนผิวขาวที่เป็นเพศชายเท่านั้น

แม้ว่าจะเป็นการเริ่มต้นของประชาธิปไตย แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการเริ่มต้นของการแบ่งแยกสีผิว การเหยียดเชื้อชาติ และการสร้างวัฒนธรรมเดียวคือ ออสเตรเลีย-ยุโรป สำหรับกลุ่มชนเชื้อสายแองโกล-เซลติก (Anglo-Celtic) การเหยียดสีผิวเกิดขึ้นทั่วไป คนผิวขาวเริ่มเกิดความกลัวว่า ชาวจีนจำนวนมากที่เข้ามาในออสเตรเลียในยุคตื่นทอง จะกลืนดินแดนใกล้เคียงที่รกร้างว่างเปล่าไป ส่วนพวกสหภาพแรงงานก็กลัวว่าเจ้านายจะจ้างแรงงานราคาถูก ๆ จากเอเชียหรือคาบสมุทรแปซิฟิกและทำลายมาตรฐานการครองชีพของพวกเขา ชาวจีนพวกนี้จึงถูกคนงานเหมืองชาวอังกฤษคอยทำร้ายเป็นครั้งคราว

ในปี พ.ศ.2444 (ค.ศ.1901)ออสเตรเลียได้เริ่ม “นโยบายชาวออสเตรเลียผิวขาว” (The White Australia policy)พร้อมกับการสถาปนาความเป็นชาติเมื่อรัฐธรรมนูญแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย 1900 (Commonwealth of Australia Constitution Act 1900) มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2444 (ค.ศ.1901) และออสเตรเลียได้เปลี่ยนจากประเทศอาณานิคมของสหราชอาณาจักร เป็นประเทศที่ปกครองระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy)

นโยบายออสเตรเลียขาวมาจากความเชื่อที่ว่า รากฐานของการตั้งถิ่นฐานของออสเตรเลีย คือ ออสเตรเลียขาว (White Australia) หลักความเชื่อนี้ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากบรรดาพรรคการเมือง นายจ้าง สหภาพแรงงาน และประชาชน มีสาระสำคัญเกี่ยวกับความเป็นชาตินิยมและความมุ่งมาดปรารถนาที่จะทำให้เกิดความหนึ่งเดียวกันของประเทศชาติท่ามกลางความหลากหลายทางเชื้อชาติ

นโยบายนี้ตั้งใจกีดกันการอพยพเข้าประเทศของผู้ที่ไม่ใช่คนผิวขาว โดยเฉพาะคนจีนและคนญี่ปุ่น ไม่ให้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศ เพราะเชื่อว่า จะส่งผลให้ประชาธิปไตยมีความมั่นคงและมีสันติภาพเกิดขึ้นได้ นโยบายนี้ทำให้มีการรวมตัวกันของชาวออสเตรเลียที่มีอัตลักษณ์แบบเดียวกันอย่างเข้มข้น

อัลเฟรด ดีคิน (Alfred Deakin) ผู้นำคนสำคัญในการกำหนดนโยบายนี้ เชื่อว่า คนญี่ปุ่นและคนจีนเป็นอุปสรรคต่อการก่อร่างประเทศสหพันธรัฐใหม่ในช่วงเวลานี้ การออกนโยบายนี้ก็เพื่อจะสร้างความมั่นใจว่า คนเหล่านี้จำถูกกีดกันออกไป

ขณะเดียวกัน ในปี พ.ศ.2444 (ค.ศ.1901) ได้มีการออกกฎหมายผู้ใช้แรงงานในหมู่เกาะแปซิฟิกออกมา(The Pacific Island Labourers Act, 1901)เป็นกฎหมายฉบับแรกที่ผ่านรัฐสภาแห่งสหพันธรัฐ เพื่อจำกัดการเข้ามาทำงานในออสเตรเลียของบรรดาแรงงานจากหมู่เกาะแปซิฟิก

ในด้านการปกครอง ในศตวรรษที่ 19 ออสเตรเลียใช้หลักการเกี่ยวกับการปกครองแบบบิดาปกครองบุตร (State Paternalism)เชื่อว่าความสุขของปัจเจกบุคคลจะเกิดขึ้นได้ ต้องผ่านการแทรกแซงของรัฐบาลรัฐบาลจึงมีบทบาทสำคัญในการควบคุมเศรษฐกิจ ประชากรต้องพึ่งพารัฐ ทำให้ออสเตรเลียกลายเป็นรัฐประชาธิปไตยแบบสังคมนิยมแห่งแรกของโลกที่มีความมุ่งมั่นผลักดันให้ปัจเจกชนก้าวหน้าโดยใช้อำนาจรัฐเป็นตัวชี้นำ

ส่วนกฎระเบียบที่นำมาใช้ในการควบคุมจริยธรรมของสังคม ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มผู้เคร่งศาสนา (Wowser) ที่นำเสนอให้รัฐออกระเบียบควบคุมในเรื่องต่าง ๆ อาทิ การห้ามมิให้เล่นการพนัน การห้ามวัยรุ่นสูบบุหรี่ การห้ามการอาบน้ำในที่สาธารณะ การควบคุมโสเภณี การเซนเซอร์ภาพยนตร์ ชาวออสเตรเลียเรียกกฎระเบียบที่เคร่งศาสนาเหล่านี้ว่า วาวเซอริสซึ่ม (Wowserism)

สังคมในยุคนี้ ผู้ชายเป็นใหญ่ในประเทศ ผู้หญิงไม่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และค่านิยมของผู้ชายต่างเห็นพ้องกันว่าภรรยาควรอยู่บ้านเลี้ยงลูก การหย่าร้างจะถูกประณามและไม่มีใครยอมรับ การทำแท้งเป็นเรื่องผิดกฎหมาย กิจกรรมนอกบ้านมักเป็นเรื่องของผู้ชาย เช่น การเล่นกีฬา การดื่มเหล้า ไปจนถึงการทะเลาะวิวาท

ในด้านวัฒนธรรมออสเตรเลีย ช่วงทศวรรษที่ 1890 เรียกได้ว่าเป็นจุดหักเหสำคัญของประวัติศาสตร์วัฒนธรรม เพราะเริ่มมีกระแสความเป็นตัวตนของคนออสเตรเลีย และเริ่มมีการสร้างเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของออสเตรเลีย แทนการรับวัฒนธรรมทั้งหมดมาจากยุโรป แสดงออกผ่านงานศิลปะ วรรณกรรม ในช่วงนี้มีวารสารที่มีอิทธิพลต่อคนออสเตรเลีย ได้แก่ วารสาร เดอะบูเลททิน (The Bulletin) ของโรงเรียนกวีและนักเขียนเรื่องสั้นมีนักประพันธ์ที่มีชื่อเสียงหลายคน อาทิ แบนโจ แพทเตอร์สัน (Banjo Paterson) ผู้เขียน The Man From Snowy River และเฮนรี่ ลอว์สัน (Henry Lawson) นักเขียนเรื่องสั้นที่ดีที่สุดในออสเตรเลีย เนื้อหาส่วนใหญ่ในวารสารให้ความสำคัญกับป่า ธรรมเนียมปฏิบัติของพวกผู้ชาย เช่น มิตรภาพ ความเป็นเพื่อน ความเป็นออสเตรเลีย และผู้เสียเปรียบจากการปกครองของพวกนิยมอังกฤษ (Bunyip aristocracy)

3) ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง – สัญญาณการเปลี่ยนแปลง
ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ออสเตรเลียเรียกได้ว่าเป็นประเทศของคนผิวขาว จากผลการสำรวจสำมะโนประชากร ปี พ.ศ.2482 (ค.ศ.1939) ระบุว่า ประชากรออสเตรเลียร้อยละ98 มีเชื้อสายแองโกล-เซลติก (Anglo-Celtic) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเป็นประเทศที่มีชาวอังกฤษอยู่มากที่สุด

ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลังปี พ.ศ.2488 (ค.ศ.1945) สงครามโลกครั้งที่สองทำให้ออสเตรเลียตระหนักถึงภัยคุกคามจากนอกประเทศ จากภาพที่ปรากฏในการรุกรานของญี่ปุ่นระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง สงครามอันยาวนานนี้ทำให้ชาวออสเตรเลียเห็นว่าประเทศของตนอ่อนแอเปราะบาง และจำเป็นต้องมีประชากรมากกว่านี้

อาร์เธอร์ คาลเวลล์ (Arthur Calwell) รัฐมนตรีว่าการฝ่ายตรวจคนเข้าเมืองของพรรคแรงงาน จึงได้เริ่มโครงการอพยพเข้าประเทศ โดยโครงการหนึ่งระบุว่า คนเข้าเมืองที่ได้รับการช่วยเหลือครึ่งหนึ่งจะต้องเป็นชาวอังกฤษ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งจะมาจากที่ใดก็ได้ แต่เงื่อนไขคือต้องเป็นคนผิวขาวในช่วงแรกเป็นพวกอพยพมาจากประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียน และทะเลบอลติกในยุโรป

ผลจากโครงการนี้มีผู้อพยพเข้ามามากกว่า 2 ล้านคนในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2488-2508(ค.ศ.1945-1965)และส่งผลให้ประชากรออสเตรเลียเพิ่มจาก 7 ล้าน เป็น 11 ล้านคน

การหลั่งไหลเข้ามาของผู้อพยพ ส่งผลให้เกิดกลุ่ม “ออสเตรเลียใหม่” โดยผู้อพยพชุดแรกที่ไม่ใช่ชาวอังกฤษซึ่งเข้ามาในทศวรรษที่ 1950 และ 1960 มาจากทางยุโรป ได้แก่ กรีกและอิตาลี 275,000 คน ปัจจุบันร้อยละ 5ของประชากรทั้งหมดจะเป็นลูกหลานชาวอิตาเลียน ส่วนเมลเบิร์นมักได้รับการเรียกขานว่าเป็นชุมชนชาวกรีกที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก

คนออสเตรเลียเดิมที่ส่วนใหญ่มีเชื้อสายอังกฤษ (แองโกลแซกซอน) ต้องอยู่ร่วมกับคนผิวขาวชาติอื่น ๆ ที่มีภาษาและวัฒนธรรมของตนเอง อาทิ อิตาเลียน กรีก เยอรมัน ดัตช์ ยูโกสลาเวีย กลุ่มคนเหล่านี้แทบจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย กลุ่มคนเหล่านี้ได้ก่อตั้งชุมชน ร้านค้า และหนังสือพิมพ์ของตนเองขึ้น คนพวกนี้เริ่มเข้ามาทำงาน เรียนหนังสือ และทำลายวิถีชีวิตชาวออสเตรเลียเช่นที่เคยเป็นมา

คนออสเตรเลียเดิมหรือพวกแองโกลออสเตรเลีย (Anglo-Australian) เรียกผู้อพยพเหล่านี้ในชื่อต่าง ๆ เช่น เรฟโฟส์ (Reffos) หรือผู้ลี้ภัย,บอลต์ส (Balts) หรือพวกแถบทะเลบอลติก,ว็อก (Wogs) หรือพวกตะวันออกกลาง, ดากอส (Dagos) หรือพวกยุโรปทางใต้ เป็นต้น และพวกเขากลัวว่า คนเหล่านี้จะทำให้วิถีชีวิตง่าย ๆ ของออสเตรเลียที่กินมันต้ม เนื้อแกะอบหมดไป

อย่างไรก็ตาม ผู้อพยพเหล่านี้ขยันขันแข็งอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและนับเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในทศวรรษ 1950 และ 1960 โดยทำงานตามโรงเหล็ก เหมืองโรงงานและในถนนต่าง ๆ รวมทั้งทำในโครงการหลัก ๆ ของรัฐ รวมทั้งเป็นเจ้าของกิจการเล็ก ๆ อาทิเจ้าของร้านอาหารตามหัวมุมถนน เคาน์เตอร์ขายขนม หรือร้านขายอาหารนำกลับบ้านมักจะมาจากทางใต้ของยุโรป

กระแสหลักของวัฒนธรรมออสเตรเลียค่อย ๆ เปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ ในทศวรรษ 1950 ที่เห็นได้ชัด อาทิ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้หญิงออสเตรเลียจำนวนมากต้องออกมาทำงานซึ่งเดิมเป็นงานสำหรับผู้ชายเท่านั้น เช่น รับราชการในกองทัพ ทำงานในโรงงานและในบริษัทห้างร้านต่าง ๆ เป็นต้น นับเป็นการเปลี่ยนค่านิยมจากเดิมที่ผู้หญิงต้องอยู่แต่ในบ้าน

ในทศวรรษที่ 1950 รัฐบาล พรรคอนุรักษ์นิยมที่กลับมามีอำนาจในนามพรรคเสรีนิยม นำโดยนายโรเบิร์ต กอร์ดอน เมนซีส์ เขาเป็นพวกนิยมอังกฤษและอ้างว่าตัวเองเป็นอังกฤษทั้งตัว การเมืองในยุคนี้ถูกเรียกว่าเป็นทศวรรษ 50 ที่น่าเบื่อ แม้ขณะนั้น กฎระเบียบสังคมต่าง ๆ ยังคงเข้มงวด ภาพยนตร์เรื่องชู้รักเลดี้แชตเตอร์เลย์ (Lady’s Chatterley’s Lover) ของ ดี.เอช.ลอว์เรนซ์ (D.H.Lawrence) ถูกเซนเซอร์ไม่ให้นำออกฉาย รัฐบาลยังคงยึดติดกับนโยบายของชาวออสเตรเลียผิวขาว คนอะบอริจินยังไม่มีสิทธิที่จะเป็นพลเมืองของออสเตรเลีย ไม่สามารถออกเสียงเลือกตั้งได้ ภาษาที่ใช้ยังมีการแบ่งชนชั้น และผู้ชายยังคงเป็นใหญ่ในประเทศ แต่ประชาชนส่วนใหญ่เริ่มไม่ยอมรับและชื่นชมเหมือนในอดีต ภาพข่าวที่แสดงถึงความรักชาติ การแบ่งแยกเพศและผิวในสมัยนั้นเผยแพร่ออกมาแต่ไม่มีพลังกระตุ้นสำนึกรักชาติแต่อย่างใด

จากนั้น เมื่อปัญหาการว่างงานเพิ่มขึ้น ทำให้พรรคเสรีนิยมต้องหลุดจากรัฐบาล พรรคแรงงานได้รับเลือกเข้ามาเป็นรัฐบาล นายเมนซี่ส์จึงตัดสินใจใช้นโยบายทางสายกลางเพื่อความปลอดภัย ไม่กระทบทั้งพวกซ้ายจัดหรือขวาจัด พอถึงปี พ.ศ.2498 (ค.ศ.1955) พรรคแรงงานสูญอำนาจไปอีก 17 ปี และออสเตรเลียได้เข้าสู่ภาวะสงบเรียบร้อยที่เรียกว่า เดอะบิ๊กสลีพ (The Big Sleep) การพัฒนาได้กลายมาเป็นสโลแกนของประเทศ มีโปสเตอร์ส่งเสริมความสงบ ความเจริญและความก้าวหน้าติดไปทั่วทุกแห่ง

ช่วงทศวรรษที่ 1960 เป็นเวลาที่ออสเตรเลียเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ จำนวนคนทำงานสำนักงานเริ่มมีมากกว่าจำนวนผู้ใช้แรงงานเป็นครั้งแรกคนทำงานจะอาศัยในบ้านชานเมืองที่สะดวกสบาย มีรถยนต์ เครื่องรับโทรทัศน์ บัญชีเงินฝากในธนาคารและส่วนใหญ่สนับสนุนพรรคเสรีนิยม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า ออสเตรเลียได้เปลี่ยนแปลงไปสู่ประเทศของชนชั้นกลางอีกประเทศหนึ่ง และรูปแบบสังคมกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

การต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นตัวตนและสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของชาวอะบอริจินได้เริ่มขึ้น นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1930 และชัดเจนขึ้นในช่วงทศวรรษ 1960 มีการตั้ง “คณะทูตอะบอริจิน” ขึ้นและรวมตัวกันประท้วงที่หน้ารัฐสภาเมืองแคนเบอร์รา ขอให้ล้มเลิกกฎหมายแบ่งแยกสีผิว และให้สิทธิขั้นพื้นฐานแก่ชาวอะบอริจิน เช่นเดียวกับชาวออสเตรเลียคนอื่น ๆ รวมทั้งยังกดดันเรื่องสิทธิในที่ดินเพื่อให้ชาวอะบอริจินเป็นเจ้าของที่ดินทำกินของพวกตนได้ ตลอดจนโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมอื่น ๆ การประท้วงครั้งนั้นทำให้มีการปะทะกันอย่างรุนแรงกับตำรวจ แต่ขณะเดียวกันก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงก้าวสำคัญของชนพื้นเมืองเจ้าของดินแดนแห่งนี้

ช่วงต้นทศวรรษ 1960 ชาวอะบอริจินเป็นเจ้าของไร่ได้สำเร็จ และจากที่ไม่เคยถูกมองว่าเป็นพลเมือง หรือได้รับสิทธิในการลงคะแนนเสียง ในปี พ.ศ.2510(ค.ศ.1967) ชาวอะบอริจินมีสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นครั้งแรก

4) ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง – การก้าวสู่สังคมพหุนิยม

ในช่วงทศวรรษ 1960 กระบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองเริ่มมีบทบาทในการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย กลุ่มนักศึกษา กลุ่มเคลื่อนไหวสตรี กลุ่มพลังคนดำ และกลุ่มเสรีทางเพศ ได้เริ่มกระบวนการต่อต้านฝั่งอนุรักษ์นิยม

ในปี พ.ศ.2505 (ค.ศ.1962) เมื่อออสเตรเลียได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามเวียดนาม และอีก 10 ปีต่อมาออสเตรเลียได้ส่งทหารอาสาสมัคร 49,000 คน ไปยังป่าแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทหารเหล่านี้ถูกฆ่าตายไป 499 คน บาดเจ็บอีก 2,069 คน เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวต่อต้านสงคราม เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา

บรรยากาศการต่อรองทางการเมืองเต็มไปด้วยความเข้มข้น การต่อต้านการเหยียดสีผิวได้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม รถสายอิสรภาพได้เคลื่อนขบวนไปถึงรัฐควีนส์แลนด์และนิวเซาเวลส์ ชาวอะบอริจินส์และชาวเกาะทอร์เรสเทรทส์ได้รับอนุญาตให้ออกเสียงเลือกตั้งระดับชาติ ครั้งแรกในปี พ.ศ.2505 (ค.ศ.1962) ในขณะที่รัฐควีนสแลนด์ยังกีดกัดการออกเสียงของชนพื้นเมืองอยู่จนถึงปี พ.ศ.2508 (ค.ศ.1965)

ในช่วงปลายปี ค.ศ.1960 ที่มีการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิสตรี การเคลื่อนไหวครั้งนี้ เป็นการเคลื่อนไหวที่สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เพราะส่งผลต่อนโยบายการแบ่งแยกและกีดกันสตรีจากการทำงาน การจ่ายค่าตอบแทน รวมทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิอื่น ๆ เพื่อสร้างความเท่าเทียมในสังคม เช่น การเรียกร้องสิทธิของผู้สูงอายุ เป็นต้น

จากนั้น ในปี พ.ศ.2515 (ค.ศ.1972) พรรคแรงงานได้รับเลือกเข้าเป็นรัฐบาล โดยมาพร้อมกับสโลแกน “ถึงเวลาแล้ว” (It’s time) ภายใต้การนำของนายกัฟท์ วิทแลม (Gough Whitlam) นายกรัฐมนตรี ประชาชนออสเตรเลียมองว่า การชำระล้างอดีตให้สะอาดบริสุทธิ์ได้เริ่มขึ้นแล้ว พร้อมกับยุคแห่งความก้าวหน้าที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

นโยบายออสเตรเลียขาวสิ้นสุดลงในปี พ.ศ.2516 (ค.ศ.1973) และจากนั้นรัฐบาลออสเตรเลียได้พยายามส่งเสริมให้เกิดความสามัคคีระหว่างเชื้อสายต่าง ๆ บนพื้นฐานของพหุวัฒนธรรม นโยบายการเข้าเมืองและสังคมของออสเตรเลียทั่ว ๆ ไปได้กลายเป็นวัฒนธรรมหลากหลาย ซึ่งเคารพและยอมรับต่อความแตกต่างทางวัฒนธรรมและสีผิวของทุกเชื้อชาติ

รัฐบาลได้ก่อร่างระบบสวัสดิการสังคมขึ้นใหม่ ตั้งแต่โครงการระบบดูแลสุขภาพทั่วไป เพิ่มการสนับสนุนด้านศิลปะ ในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 เป็นช่วงเบ่งบานด้านศิลปะของออสเตรเลีย มีนักเขียนและนักสร้างภาพยนตร์ในประเทศที่ผลิตผลงานสร้างชื่อเสียงไปทั่วโลก การเซ็นเซอร์หนังสือและภาพยนตร์ค่อย ๆ หายไป มีการสิ้นสุดความเป็นชาวออสเตรเลียผิวขาวอย่างเป็นทางการ การออกกฎหมายเสรีนิยมหลายต่อหลายฉบับด้วยกัน

การเปิดรับผู้อพยพจากทั่วโลก

ในช่วงทศวรรษ 1970 ออสเตรเลียได้ต้อนรับเกือบทุกคนที่สมัครเข้าเป็นผู้อพยพ โดยรัฐบาลเองยังให้เงินช่วยเหลือแก่พวกอพยพมาทางทะเลทำให้มีผู้อพยพมามาตั้งรกรากที่ออสเตรเลียจากทั่วโลกมากกว่า 5 ล้านคน จากเกือบ 200 ประเทศ ปัจจุบันชาวออสเตรเลีย 4 ใน 10 คนเป็นพวกอพยพ หรือเป็นรุ่นลูกของพวกอพยพรุ่นแรก ครึ่งหนึ่งเป็นพวกที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก

ช่วงทศวรรษ 1990 ผู้อพยพ 1 ใน 3 มาจากประเทศทางเอเชีย และปัจจุบันผู้อพยพกว่าร้อยละ40 เป็นผู้อพยพมาจากเอเชีย ขณะที่มีชาวอังกฤษและไอริชอพยพมาเพียงร้อยละ 18 และนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1945 ออสเตรเลียรับผู้ลี้ภัย435,000 คน คิดเป็นสัดส่วนต่อคนสูงกว่าประเทศอุตสาหกรรมอื่นๆ

ในทศวรรษที่ 1980 มีเครือข่ายการกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ของชนกลุ่มน้อย หรือ Special Broadcasting Service: SBS เกิดขึ้นเพื่อส่งภาษาต่าง ๆ สำหรับในเมืองหลัก ๆ ผู้ชมสามารถเปลี่ยนช่องเพื่อดูรายการวาไรตี้โชว์จากบราซิล ภาพยนตร์จากอิสราเอล รายการตลกจากจีน ปัจจุบัน SBS สิ่งนี้เป็นภาพสะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรมของออสเตรเลียสู่สาธารณชนได้มากที่สุดก็ว่าได้

ในทศวรรษ 1990 แถบชนบทได้กลายเป็นจุดหมายที่นิยมกันมากจนแทบไม่มีใครไปตั้งถิ่นฐานแถบชายฝั่งทะเลกันเลย เฉลี่ยแล้วในทุกปีจะมีคนขอเข้าประเทศ 1 ล้านคน ใน 1 ล้านคนมีคนสมัครเป็นทางการ 4 แสนคน และมีประมาณ 75,000คนที่ได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศ โดยเป็นช่างฝีมือที่ตลาดแรงงานออสเตรเลียต้องการ 17,000 คนและเป็นพวกลี้ภัย 13,000 คน

ปัจจุบันขั้นตอนการขอเข้าประเทศยากขึ้น และคนที่มาขอมักเป็นสมาชิกในครอบครัวของผู้อพยพแล้ว หรือเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง ผู้ทำเรื่องขอเข้าประเทศต้องมีการทดสอบว่าเหมาะที่จะตั้งถิ่นฐานในประเทศได้สำเร็จ เข้ากันได้ดีกับชุมชน และหางานทำได้ คะแนนจะให้ตามอายุความสามารถในการทำงาน ทักษะภาษาอังกฤษ ฯลฯ โดยทั่วไปจะให้คะแนนที่ความสามารถในการทำงานเป็นหลัก เนื่องจากผู้อพยพที่สามารถทำงานได้มากย่อมเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจเป้าหมายของโครงการก็คือ พยายามดึง คนหนุ่มสาวที่มีความสามารถและความชำนาญ และไม่มีอคติต่อเผ่าพันธุ์ สีผิว เพศ หรือศาสนา

การอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในออสเตรเลียที่ผ่านมานั้น เป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งในประวัติศาสตร์ ผู้อพยพได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างประเทศ

การคืนสิทธิเสรีภาพให้ชนพื้นเมือง

ในช่วงต้นทศวรรษ 1970 กลุ่มสำนึกทางการเมืองที่ก่อร่างขึ้นมาใหม่นี้ ได้กดดันให้รัฐบาลออสเตรเลีย นายกัฟฟ์ วิทแลม (Gough Whitlam) ออกนโยบายให้ชาวอะบอริจินสามารถตัดสินใจสิ่งที่ส่งผลกระทบต่ออนาคตของตนได้ สามารถรักษาวัฒนธรรมค่านิยมของตนได้ และมีความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น

หลังจากนั้นในปี พ.ศ.2515 (ค.ศ.1972) ได้มีการตั้งหน่วยงานเพื่อชาวอะบอริจิน (Department of Aboriginal Affairs) และในปี พ.ศ.2523 (ค.ศ.1980) มีการตั้งคณะกรรมาธิการพัฒนาเพื่อชาวอะบอริจิน (Aboriginal Development Commission) ขึ้น โดยจากช่วงทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา ชาวอะบอริจินได้เข้าไปมีส่วนในการพัฒนาและมีส่วนร่วมในการบริการของรัฐ นอกจากนี้ ยังมีการตั้งหน่วยงานต่าง ๆ ของชาวอะบอริจินขึ้น ตั้งแต่การบริหารทางการแพทย์แก่ชุมชน บริการทางกฎหมาย ไปจนถึงสภาที่ดิน ปัจจุบันมีหน่วยงานชุมชนชาวอะบอริจินมากกว่า 1,200 หน่วยงานด้วยกัน

ต่อมา ในปี พ.ศ.2535 (ค.ศ.1992) ศาลสูงของออสเตรเลียได้สั่งยกเลิกบทบัญญัติทางกฎหมายของ เทอร์รา นูลิอุส ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งถิ่นฐานของชาวออสเตรเลีย ผู้พิพากษาได้ตัดสินว่า “กรรมสิทธิ์ที่ดินของชาวพื้นเมือง” นั้นเป็นที่ดินทำกินของชาวอะบอริจินมาโดยตลอด และในปีถัดมารัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการตุลาการ (Native Title Tribunal) ขึ้นมาเพื่อดูแลเรื่องการอ้างสิทธิในที่ดินของชาวพื้นเมือง แต่อย่างไรก็ตาม การโต้เถียงเรื่องสิทธิในที่ดิน ยังคงเป็นประเด็นขัดแย้งมากที่สุดในออสเตรเลียจนทุกวันนี้

ในด้านสังคมและวัฒนธรรมของชาวอะบอริจิน ตลอดเวลา 200 ปีที่ผ่านมา แม้จะถูกวัฒนธรรมยุโรปพยายามกลืน แต่ชาวอะบอริจินจำนวนไม่น้อยยังคงดำเนินชีวิตตามแบบเดิมและสามารถเชื่อมโยงกับอดีตโดยตรง ช่างฝีมือได้ถ่ายทอดและฝึกฝนความชำนาญในการตกแต่งอาวุธ เครื่องมือและสัญลักษณ์ของเผ่ายังคงใช้สีโบราณ นักเต้นรำในเผ่ายังคงมีท่าเต้นและท่วงทำนองเช่นเดิม การเล่นเครื่องดนตรีและร้องเพลงเพื่อแสดงธรรมเนียมยังคงสะท้อนยุคแห่งความฝันของบรรพบุรุษกว่า 40,000 ปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ในยุคแห่งการเรียกร้องเสรีภาพ ได้เกิดการผสมผสานวัฒนธรรม ระหว่างวัฒนธรรมของชนเผ่าในอดีตที่มีทั้งความหยิ่งทะนงและธรรมเนียมเก่า ๆ เข้ากับวัฒนธรรมชนบทในปัจจุบันที่ชาวอะบอริจินได้รับรู้เรื่องราวทางสังคมและการเมือง สะท้อนออกมาเป็นบทเพลงและศิลปะร่วมสมัย

จากปีพ.ศ. 2331 (ค.ศ.1788)มีชาวอะบอริจินมากกว่า 780,000 คนอยู่ในออสเตรเลีย ปัจจุบันมีอยู่ประมาณร้อยละ2 ของประชากรทั่วประเทศหรือราว 450,000 คน ส่วนใหญ่ลำบากยากจนจำนวนไม่น้อยต้องติดคุก ว่างงาน ไม่มีการศึกษาและอ่านหนังสือไม่ออกเขียนหนังสือไม่ได้

ปัจจุบัน อาจเรียกได้ว่า เป็นยุคแห่งการคืนดี ระหว่างชนพื้นเมืองกับคนผิวขาว เพื่อพร้อมที่จะก้าวต่อไปด้วยในพหุสังคมที่เคารพในความแตกต่างหลากหลาย โดยเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 (ค.ศ.2008)นายกรัฐมนตรีคนใหม่แห่งออสเตรเลีย เควิน รัดด์ กล่าวคำแถลงการณ์ต่อรัฐสภาถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ เป็นคำกล่าวขอโทษชาวพื้นเมืองของออสเตรเลียต่อความผิดพลาดของบรรพบุรุษชาวผิวขาว สำหรับเหตุการณ์ตลอด 60 ปีที่เด็กชายหญิงอะบอริจิน ประมาณ 100,000 คน ต้องถูกพรากจากครอบครัวตามนโยบายของรัฐ

สรุป
แม้ชาวออสเตรเลียจะมีพื้นฐานการดำรงชีวิตที่แตกต่างกัน แต่สามารถสร้างเอกลักษณ์แห่งชาติอันเป็นศูนย์กลางของประเทศออกมาได้ ออสเตรเลียมีมรดกสำคัญที่ได้รับมาจากบรรพบุรุษทั้งที่เป็นชาวพื้นเมืองและผู้อพยพจากทั่วโลก ซึ่งสะท้อนออกมาให้เห็นทางวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และรูปแบบการปฏิบัติทางวัฒนธรรม ความหลากหลายเหล่านี้ได้สร้างสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรมในออสเตรเลียให้มีชีวิตชีวา เกิดนวัตกรรม และเป็นการมองโดยมุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เป็นสังคมแห่งความหลากหลายทางวัฒนธรรมในด้านต่างๆ

บรรณานุกรม

Perrottet, Tony บรรณาธิการ, ชนิดา ศักดิ์ศิริสัมพันธ์ บรรณาธิการฉบับภาษาไทย หน้าต่างสู่โลกกว้าง ออสเตรเลีย, กรุงเทพฯ, สำนักพิมพ์หน้าต่างสู่โลกกว้าง, พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ.2544.
http://www.geocities.com/mrschippy/warra.html
http://bovination.com/cbs/australianAboriginalHistory.jsp
http://en.wikipedia.org/wiki/Indigenous_Australians
http://www.infoplease.com/spot/aboriginal1.html
http://studyinaustralia.gov.au/Sia/th/LivingInAustralia/Historye
http://www.midnightuniv.org/midnight2544/0009999477.html
http://lms.thaicyberu.go.th/officialtcu/main/advcourse/presentstu/course/ww525/ieqd/ieqd-web2/Link/Australia.htm
http://www.dfat.gov.au/facts/culturally_diverse.htm
http://www.australia.gov.au/about-australia/our-country
http://www.dfat.gov.au/facts/religion.html
http://www.dfat.gov.au/aib/arts_culture.html

 

ขอขอบคุณสถาบัน ATI ที่ให้การสนับสนุน

 

ATI-logo-large