เศรษฐกิจและการค้าออสเตรเลีย

ภาพรวมเศรษฐกิจของออสเตรเลีย

ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง โดยออสเตรเลียจัดอยู่ในอันดับที่ 12 ของประเทศที่มีเศรษฐกิจโดยรวมที่ใหญ่ที่สุดของโลก (World Bank, 2556) ในปี พ.ศ. 2556ออสเตรเลียมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประมาณ 1.56 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ในปีเดียวกันนี้เอง ประเทศไทยมี GDP ประมาณ 3.87 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ จัดอยู่ในอันดับที่ 30 ของโลก) เศรษฐกิจของออสเตรเลียมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 – 2552 นั้นมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 6 ต่อปี ส่งผลให้ออสเตรเลียได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในลำดับต้นๆ ของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วในด้านการคงไว้ซึ่งอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ IMD World Competitiveness Yearbook 2014 (WCY) ยังได้จัดให้ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการแข่งขันสูงเป็นอันดับที่ 17 ของโลก (ประเทศไทยมีคะแนนอยู่ในลำดับที่ 29 ของโลก)

ออสเตรเลียเป็นประเทศที่ประชากรมีรายได้มากที่สุดเป็นอันดับที่ 9 ของโลกในปี พ.ศ. 2556 โดยประชากรมีรายได้เฉลี่ย 65,400 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 2.09 ล้านบาท) ต่อคนต่อปี ทำให้ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีกำลังซื้อสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ (รูปภาพที่ 1) เช่น ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น เป็นต้น และสูงกว่ารายได้ต่อหัวของประชากรในประเทศจีนถึง 10 เท่า

ประชากรในเขตออสเตรเลียตะวันตก (Western Australia) มีรายได้ต่อหัวมากที่สุด คือ 98,950 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (4.98 ล้านบาท) ต่อคนต่อปี รองลงมาคือ นครหลวงออสเตรเลีย (Australia Capital Territory) และอาณาเขตตอนเหนือ (Northern Territory) ตามลำดับ (ตารางที่ 1)

 

รูปภาพที่ 1: รายได้ของประชากรต่อคนในปี พ.ศ. 2556 ของประเทศต่างๆ

11

ที่มา: World Bank, 2013

 

ตารางที่ 1: ผลิตภัณฑ์มวลรวมและจำนวนประชากรของรัฐของออสเตรเลีย

รัฐ/เขตปกครอง
พิเศษ
เมืองหลวง ประชากร

GSP (ล้าน
ดอลลาร์
ออสเตรเลีย)

GSP per Head
(ดอลลาร์
ออสเตรเลีย)
Proportion of
Australian
GDP (%) 
ออสเตรเลียแคปิตอล
แทริทอร์รี
แคนเบอร์รา 387,069 35,566 91,885 2.28
นอร์ทเทิร์นแทริทอรี ดาร์วิน 246,322 21,205 86,087 1.36
เวสเทิร์นออสเตรเลีย เพิร์ท 2,589,078  256,188 98,950 16.43
เซาท์ออสเตรเลีย แอดิเลด 1,688,667 95,199 56,375 6.10
ควีนส์แลนด์ บริสเบน 4,740,927 295,142 62,254 18.92
นิวเซาท์เวลส์ ซิดนีย์ 7,544,485 487,637 64,635 31.27
แทสมาเนีย โฮบาร์ต 514,978 24,905 48,361 1.60
วิคตอเรีย เมลเบิร์น 5,866,292 343,819 58,609 22.04

 

ที่มา : Australian Government: Department of Foreign Affairs and Trade, 2014

หมายเหตุ :

  • GSP หมายถึง ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในรัฐ (Gross State Product)
  • GSP Growth หมายถึง อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในรัฐ (Gross State Product)
  • GSP per head หมายถึง ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในรัฐ (Gross State Product) ต่อประชากร 1 คน
  • Proportion of Australian GDP หมายถึง ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในรัฐ (Gross State Product) คิดเป็นสัดส่วนเท่าไรของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product)

ออสเตรเลียมีโครงสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเภทประจำปี พ.ศ. 2556 ประกอบด้วยภาคการเกษตร (Agricultural sector) ร้อยละ 3.8 ภาคอุตสาหกรรม (Industrial sector) ร้อยละ 27.4 และภาคบริการ (Service sector) ร้อยละ 68.8

โครงสร้างการส่งออกของออสเตรเลียเดิมจะมีสัดส่วนระหว่างการส่งออกทรัพยากรธรรมชาติ ภาคบริการ การผลิตสินค้าอุตสาหกรรม และภาคการเกษตรอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกันมาก (รูปภาพที่ 2) ปัจจุบัน สินค้าส่งออกที่สำคัญและสร้างรายได้ให้กับออสเตรเลียอย่างมากมายได้แก่ ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะการค้าขายและการทำเหมืองแร่ สร้างรายได้ให้กับประเทศถึงเกือบครึ่งหนึ่งของรายรับจากการส่งออกของประเทศ (ร้อยละ 49.3) รองลงมาได้แก่ภาคการบริการและภาคอุตสาหกรรมในอัตราส่วนร้อยละ 17.3 และร้อยละ 12.9 ตามลำดับ

 

รูปภาพที่ 2: โครงสร้างการส่งออก (Export) ของประเทศออสเตรเลีย

 12

ที่มา: Australian Government, Department of Foreign Affairs and Trade, 2014

 

ออสเตรเลียนำเข้าสินค้าขั้นกลางและอื่นๆ (Intermediate and other goods) เพื่อนำไปใช้เป็นปัจจัยการผลิตในการผลิตสินค้าและบริการชนิดอื่นๆ มากที่สุดโดยนำเข้าประมาณหนึ่งในสามของสินค้านำเข้าทั้งหมด รองลงมาคือสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีสัดส่วนการนำเข้าเพิ่มขึ้นมากกว่าสินค้าประเภทอื่นๆ แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มความต้องการสินค้าในประเทศออสเตรเลียที่ต้องการสินค้าเพื่อการบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างมาก ขณะที่ความต้องการนำเข้าการบริการลดลงเช่นกัน

 

รูปภาพที่ 3: โครงสร้างการนำเข้า (Import) ของประเทศออสเตรเลีย

 13

ที่มา: Australian Government, Department of Foreign Affairs and Trade, 2014

 

ด้านการค้าระหว่างประเทศ ออสเตรเลียเป็นผู้ผลิตสินค้าและบริการคุณภาพสูงและมีความหลากหลายให้กว่า 200 ประเทศทั่วโลก ขณะเดียวกันก็เป็นตลาดนำเข้าสินค้าที่สำคัญ โดยออสเตรเลียเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าที่สำคัญอันดับที่ 21 ของโลก ขณะที่เป็นประเทศผู้นำเข้าสินค้าอันดับที่ 19 (WTO, 2556)

ในปี พ.ศ. 2556 ออสเตรเลียส่งออกสินค้าและบริการคิดเป็นมูลค่ารวม 318.6 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.1 เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2555 สินค้าและบริการที่ออสเตรเลียส่งออกส่วนใหญ่เป็นสินค้าในกลุ่มเชื้อเพลิงและแร่ โดยสินค้าและบริการส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ สินแร่เหล็ก ถ่านหิน บริการเดินทางที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ก๊าซธรรมชาติ และทองคำ (DFAT, 2556)

สำหรับการนำเข้าสินค้าและบริการในปี พ.ศ. 2556 มีมูลค่า 328.8 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2555 สินค้าและบริการที่นำเข้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม โดยสินค้าและบริการนำเข้าสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ บริการท่องเที่ยว น้ำมันดิบ ยานพาหนะส่วนบุคคล ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูป และบริการขนส่ง

เศรษฐกิจภายในประเทศออสเตรเลีย

ภาคเกษตร
ออสเตรเลียถือว่าเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ของโลก โดยการผลิตส่วนใหญ่ (2 ใน 3) จะผลิตเพื่อส่งออก ซึ่งสร้างรายได้ประมาณร้อยละ 18 ของมูลค่าส่งออกรวม สินค้าเกษตรที่ส่งออก ได้แก่ ฝ้าย เนื้อวัว และเนื้อแกะ (อันดับที่ 2 ของโลก) และข้าวสาลี (อันดับที่ 4 ของโลก)

1. การเพาะปลูก
ออสเตรเลียเพาะปลูกธัญพืช พืชให้น้ำมัน ข้าว และถั่ว ในพื้นที่ขนาดใหญ่ เพื่อการบริโภคของประชาชนและเพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์ โดยธัญพืชที่มีการเพาะปลูกมากที่สุดในประเทศและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงที่สุด คือ ข้าวสาลี

นอกจากนี้ออสเตรเลียยังเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ ผักหรือพืชตระกูลถั่ว โดยพืชและผลไม้ที่มีการปลูกมาก (มากกว่า 300 กิโลตัน ในปี 2001 – 2002) ได้แก่ ส้ม แอปเปิ้ล กล้วย มันฝรั่ง มะเขือเทศ และแครอท

2. การปศุสัตว์
สัตว์เศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อออสเตรเลีย ได้แก่ วัวและแกะ โดยอุตสาหกรรมการผลิตเนื้อวัวถือเป็นอุตสาหกรรมการเกษตรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย ซึ่งอุตสาหกรรมนี้พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก คือประมาณร้อยละ 60 โดยตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ในขณะที่เนื้อแกะเริ่มเป็นสินค้าเกษตรชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้นหลังจากที่อุตสาหกรรมแกะที่เคยให้ความสำคัญกับการผลิตขนแกะมาเป็นการผลิตเนื้อแกะชั้นดีแทน

นอกจากการผลิตเนื้อสัตว์อย่างเนื้อวัวและเนื้อแกะแล้ว ยังมีผลผลิตอื่นๆ อีก เช่น นมและผลิตภัณฑ์จากนมและขนแกะ เป็นต้น โดยสินค้าประเภทนมและผลิตภัณฑ์จากนมถือเป็นสินค้าเกษตรส่งออกที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับที่ 4 ของออสเตรเลีย โดยตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ เอเชียและตะวันออกกลาง ในขณะที่ขนแกะนั้นยังคงเป็นสินค้าเกษตรที่มีความสำคัญ เนื่องจาก ขนแกะของออสเตรเลียนั้นได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่ามีคุณภาพดี ในปี 2001 ขนแกะจากออสเตรเลียคิดเป็นร้อยละ 9 ของการผลิตขนแกะทั่วโลก และโดยเฉพาะในตลาดขนแกะที่มีคุณภาพสูง ขนแกะจากออสเตรเลียนั้นมีส่วนแบ่งตลาดถึงร้อยละ 50 ของโลกเลยทีเดียว

3. การประมง
การผลิตสินค้าประมงและสัตว์น้ำมีมูลค่า 2.3 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลียในปี 2002 – 2003 โดยอุตสาหกรรมสินค้าประมงและสัตว์น้ำของออสเตรเลียนั้นมีสัดส่วนในรายได้ประชาชาติ (จีดีพี) ของออสเตรเลียสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 32 ของจีดีพี มูลค่าการส่งออกสินค้าประมงในปี 2002 – 2003 คิดเป็น 1.84 พันล้านเหรียญดอลลาร์ออสเตรเลีย โดยสินค้าประมงส่งออกหลักของออสเตรเลีย ได้แก่ กุ้ง ปลาทูน่าและหอยเป๋าฮื้อ

ภาคอุตสาหกรรม
ภาคอุตสาหกรรมเป็นภาคที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของออสเตรเลีย ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสถิติของออสเตรเลียระบุว่า ภาคอุตสาหกรรมมีการจ้างงาน 1 ล้านคน และ มีมูลค่าสูงถึง 106.8 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือคิดเป็นร้อยละ 7.4 ของ GDP ในปี 2010

อุตสาหกรรมที่สำคัญของออสเตรเลีย ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของออสเตรเลียเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในโลก เนื่องจากมีความหลากหลาย คุณภาพสูง ภาพลักษณ์ด้านสุขภาพที่ดี มีการนวัตกรรมทางการผลิตและเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ ความหลากหลายของอาหารในออสเตรเลียนั้นมีมากมาย ประกอบด้วย ธัญพืช เนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม อาหารทะเล ผักและผลไม้ เบเกอรี่ น้ำมันมะกอก ขนมหวาน ไวน์และเครื่องดื่มชนิดต่างๆ

นอกจากนี้แล้วยังมีอุตสาหกรรมการค้าปลีกซึ่งเป็นแหล่งจ้างงานที่ใหญ่ที่สุด มีงานทั้งหมด 920,000 งาน หรือคิดเป็นร้อยละ 12 ของแรงงาน มีเงินหมุนเวียนในการดำเนินงานแต่ละปีประมาณ 150,000 ล้านเหรียญ ร้านค้าส่วนใหญ่จะจ้างพนักงานน้อยกว่า 20 คน ส่วนร้านค้าปลีกขนาดใหญ่กว่าจะขายสินค้าจำพวกเสื้อผ้า เพลง และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จะอยู่ในรูปของซูเปอร์มาร์เกต ร้านขายของชำ และห้างสรรพสินค้า มีเจ้าของกิจการและหุ้นส่วนในอุตสาหกรรมประมาณ 44,000 คน เป็นต้น

ภาคบริการ
ภาคบริการของออสเตรเลียมีคุณภาพและประสิทธิภาพสูง มีความสามารถในการแข่งขันได้ในระดับโลก เนื่องจาก มีแรงงานที่มีทักษะความสามารถและความชำนาญที่หลากหลาย นอกจากนี้ยังมีระบบการเมืองแบบเสรีประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพ มีพื้นฐานเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง รวมทั้งมีความใกล้ชิดกับตลาดเอเชียอย่างมาก 

จากปัจจัยเหล่านี้เองทำให้ภาคบริการ ครอบคลุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศออสเตรเลียถึงร้อยละ 80 ซึ่งธุรกิจที่สำคัญในภาคบริการนั้นได้แก่ การธนาคาร การประกันภัยและการเงิน อุตสาหกรรมสื่อและการบันเทิง บริษัทให้คำปรึกษา ธุรกิจท่องเที่ยวและการค้าปลีก รวมถึงบริการที่รัฐบาลจัดหาให้ อาทิ การศึกษา สุขภาพและสวัสดิการ และบริการทางธุรกิจเอกชนอื่นๆ เป็นต้น

1. อุตสาหกรรมการเงินการธนาคารและประกันภัย
ออสเตรเลียเป็นประเทศที่การเงินและการประกันภัยเป็นภาคบริการที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ในระบบเศรษฐกิจ และยังเป็นอุตสาหกรรมบริการที่สำคัญที่สุดของประเทศ มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยต่อปีร้อยละ 4.8 ระหว่าง พ.ศ. 2530 -2550 อัตราการขยายตัวนี้อยู่เหนือกว่าค่าเฉลี่ยรวมของอุตสาหกรรมทั้งหมด จึงสะท้อนความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภาคบริการพื้นฐานของออสเตรเลียได้เป็นอย่างดี

กุญแจขับเคลื่อนธุรกิจบริการทางการเงินของออสเตรเลีย ได้แก่ การขยายตัวในกองทุนเพื่อการลงทุน นอกจากนี้ออสเตรเลียมีอัตราการขยายตัวของตลาดการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศรวดเร็วที่สุดในเอเชีย และเป็นตลาดการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 7 ของโลก อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางภาคบริการด้านการเงินที่สำคัญ เพราะระยะห่างของเวลาระหว่างออสเตรเลียกับประเทศในเอเชียมีเพียง 2-3 ชั่วโมง และ ระหว่างสหรัฐอเมริกากับชายฝั่งตะวันอกของออสเตรเลียมีระยะเวลาห่าง 14 ชั่วโมง ทำให้วันทำงานที่กำลังสิ้นสุดลงในนิวยอร์ก จะตรงกับการเริ่มต้นวันใหม่ในการทำงานของซิดนีย์ จะเห็นได้ว่าระยะห่างของเวลานี้เองเป็นข้อได้เปรียบในภาคบริการด้านการเงินของประเทศออสเตรเลีย

2. สื่อและการบันเทิง
ออสเตรเลียให้บริการข่าวสารหลากหลายรูปแบบ หากเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ อาทิ The Sydney Morning Herald และ The Age ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มหนังสือพิมพ์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

นอกจากนี้ยังมีผู้ประกอบการวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ 5 แห่ง โดยที่ 3 แห่งเป็นบริษัทเอกชน และอีก 2 แห่งเป็นกิจการของรัฐบาล สื่อของออสเตรเลียถูกควบคุมอย่างเข้มงวดผ่านกฎหมายการเป็นเจ้าของสื่อและโดยภายใต้การควบคุมของหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบเรื่องสื่อ ได้สนับสนุนให้อุตสาหกรรมโทรทัศน์ใช้เงินสูงถึง 1.16 พันล้านเหรียญ ในช่วง พ.ศ. 2548 -2549 เพื่อผลิตรายการ โดยเฉพาะรายการที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับท้องถิ่น

อุตสาหกรรมบันเทิงในท้องถิ่น เช่น เทศกาลและการแสดงคอนเสิร์ตต่าง ๆ ที่จัดขึ้นในออสเตรเลียตลอดทั้งปี ก็เป็นสิ่งที่สร้างสีสันและทำให้เกิดชีวิตชีวาเป็นอย่างมาก

3. อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ธุรกิจค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่ม
ออสเตรเลียมีอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่พัฒนาไปอย่างมาก โดยในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวประมาณ 5 ล้านคน ก่อให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในประเทศประมาณ 2 หมื่นล้านเหรียญต่อปี นอกจากนี้ ชาวออสเตรเลียยังได้ใช้เงินประมาณ 6 หมื่นล้านเหรียญเพื่อการท่องเที่ยวภายในประเทศ ด้วยการเดินทาง 208 ล้านเที่ยว จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวนี้เองทำให้เกิดการจ้างงานภายในประเทศที่สูงมากขึ้น

การค้าระหว่างประเทศของออสเตรเลีย

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาออสเตรเลียมีการค้าขายกับต่างประเทศเพิ่มขึ้นทุกปี ยกเว้นในปี พ.ศ. 2552 ที่ออสเตรเลียมีมูลค่าการส่งออกและการนำเข้าลดลงจากเดิม คิดเป็นร้อยละ 17.83 และ 17.50 ตามลำดับ ส่วนใหญ่ออสเตรเลียจะเป็นฝ่ายขาดดุลการค้ามาโดยตลอด (รูปภาพที่ 4)

 

รูปภาพที่ 4: การนำเข้า-ส่งออกสินค้าของออสเตรเลีย ปี พ.ศ. 2543 – 2556

14

ที่มา: United Nations, International Merchandise Trade Statistics1

 

ประเทศคู่ค้าสองทาง (two-way trading partners) ที่สำคัญของออสเตรเลียได้แก่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร ประเทศไทย มาเลเซีย และเยอรมนี โดยในปี พ.ศ. 2556 มีมูลค่าการค้าสองทางดังนี้

 

รูปภาพที่ 5: ประเทศคู่ค้าสองทางที่สำคัญ 10 อันดับแรกของออสเตรเลีย

 15

ที่มา: Australian Government, Department of Foreign Affairs and Trade, 2013

 

รูปภาพที่ 6: เปรียบเทียบสัดส่วนประเทศคู่ค้าสองทางที่สำคัญ 10 อันดับแรกของออสเตรเลียกับประเทศที่เหลือ

16

ที่มา: Australian Government, Department of Foreign Affairs and Trade, 2013

 

จากตารางแสดงมูลค่าการค้าสองทางข้างต้นจะเห็นได้ว่า ออสเตรเลียทำการค้ากับประเทศในกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ เอเปก (APEC) มากที่สุด รองลงมาคือองค์กรความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) และสหภาพยุโรป (EU) ตามลำดับ ที่ผ่านออสเตรเลียทำการค้ากับประเทศญี่ปุ่นมากที่สุด ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 เป็นต้นมาออสเตรเลียทำการค้ากับประเทศจีนมากขึ้น ปัจจุบันออสเตรเลียทำการค้ากับประเทศจีนมากที่สุด โดยมีมูลค่าการค้าสองทางเท่ากับ 150,919 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย

การส่งออก

ตลาดหลักในการส่งออกสินค้าของออสเตรเลียได้แก่ ประเทศในกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย – แปซิฟิก (APEC) และประเทศในกลุ่มองค์กรความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) สำหรับประเทศที่ออสเตรเลียส่งสินค้าออกไปขายมากที่สุด 10 อันดับในปี พ.ศ. 2556 ได้แก่

 

รูปภาพที่ 7: ตลาดส่งออกที่สำคัญ 10 อันดับแรกของออสเตรเลียปี พ.ศ. 2556

17

ที่มา: Australian Government, Department of Foreign Affairs and Trade, 2013

 

สินค้าส่งออกที่สำคัญของออสเตรเลียได้แก่ สินค้าในกลุ่มแร่ธาตุและทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการศึกษาและการบริการ โดยการส่งออกแร่ธาตุ ทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานในช่วงปี พ.ศ. 2556 มีมูลค่าประมาณ 157.2 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย คิดเป็น 4 เท่าของการส่งออก

สินค้าเกษตรหลักๆ ได้แก่ ข้าวสาลี ไวน์ เนื้อวัวและเนื้อลูกวัว รวมถึงขนสัตว์ที่มีมูลค่าประมาณ 37.9 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย

สินค้าส่งออกและการส่งออกการบริการที่สำคัญ 25 รายการของออสเตรเลีย มีดังนี้

  1. แร่ธาตุและทรัพยากรธรรมชาติ ได้แก่ สินแร่เหล็ก ถ่านหิน ทองคำ ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันดิบ สินแร่ทองแดง สินแร่อะลูมิเนียม อะลูมิเนียม ทองแดง น้ำมันปิโตรเลียมกลั่น
  2. สินค้าเกษตร ได้แก่ ข้าวสาลี เนื้อวัว ฝ้าย ขนแกะและขนสัตว์อื่นๆ เนื้อสัตว์ (ไม่รวมเนื้อวัว) เม็ดที่ให้น้ำมัน และผลไม้ที่ให้น้ำมัน
  3. สินค้าอุตสาหกรรม ได้แก่ ยา (รวมทั้งยาที่ใช้ในการรักษาสัตว์) เครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์
  4. การบริการ ได้แก่ การบริการเกี่ยวเดินทางที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา การบริการเกี่ยวกับเดินทางส่วนบุคคลที่ไม่เกี่ยวกับการศึกษา การบริการเกี่ยวกับการเดินทางเพื่อทำธุรกิจ การบริการด้านอาชีพ (Professional services) การบริการด้านเทคนิคและด้านธุรกิจอื่นๆ บริการขนส่งผู้โดยสาร การบริการขนส่งประเภทอื่นๆ

 

การนำเข้า

ตลาดนำเข้าสำคัญของออสเตรเลีย ได้แก่ ประเทศในกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย – แปซิฟิก (APEC) และและองค์กรความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD)

สำหรับประเทศที่ออสเตรเลียนำสินค้าเข้ายังคงเป็นประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน รองลงมาได้แก่ สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ประเทศไทยเองเป็นประเทศที่อยู่ในอันดับต้นๆ ของประเทศที่ออสเตรเลียนำสินค้าเข้ามาตลอด โดยปี พ.ศ. 2556 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 5 ของออสเตรเลีย

 

รูปภาพที่ 8: ตลาดนำเข้าที่สำคัญ 10 อันดับแรกของออสเตรเลียปี พ.ศ. 2556

18

 ที่มา: Australian Government, Department of Foreign Affairs and Trade, 2013

 

สินค้าที่ออสเตรเลียนำเข้าสำคัญของออสเตรเลียได้แก่ น้ำมันดิบ(Crude Petroleum) รองลงมาเป็นรถยนต์สำหรับโดยสาร (Passenger Motor Vehicles) และ น้ำมันปิโตรเลียมกลั่นแล้ว (Refined Petroleum) ตามลำดับซึ่งสินค้าดังกล่าวยังคงเป็นสินค้าสามอันดับแรกที่สำคัญตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แต่ถ้าหากรวมกับบริการแล้ว มูลค่าการนำเข้าสินค้าและบริการที่อยู่อันดับแรกมาตลอดได้แก่ การบริการเกี่ยวกับการเดินทางที่ไม่รวมการศึกษา (Personal travel (excl education) services)

ออสเตรเลียมีแนวโน้มที่จะนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มสินค้านำเข้าสำคัญที่สุด 25 รายการ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมและการบริการ มีการนำเข้าแร่ธาตุและทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญเพียง 3 รายการ นอกจากนี้ยังพบว่า ในกลุ่มสินค้านำเข้าที่สำคัญของออสเตรเลียนั้น ไม่มีสินค้าเกษตรอยู่เลย

แร่ธาตุและทรัพยากรธรรมชาติ ได้แก่ น้ำมันดิบ น้ำมันปิโตรเลียมกลั่น ทองคำ

สินค้าอุตสาหกรรม ได้แก่ รถยนต์สำหรับขนส่งผู้โดยสาร อุปกรณ์สำหรับโทรคมนาคมและอะไหล่ พาหนะขนส่งสินค้า ยา (รวมทั้งยาที่ใช้ในการรักษาสัตว์) อุปกรณ์สำหรับวิศวกรรมโยธาและอะไหล่ คอมพิวเตอร์ ยางรถยนต์, ดอกยาง & ท่อยาง เครื่องมือสำหรับการวัดและการวิเคราะห์ อะไหล่และส่วนประดับของยานพาหนะ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องนอน & เบาะ เครื่องจักรกลไฟฟ้าและอะไหล่ อุปกรณ์ขนย้ายวัสดุและอะไหล่ เครื่องจักรแบบเฉพาะและอะไหล่ (Specialized machinery & parts) เครื่องสูบและอะไหล่ (ไม่รวมเครื่องสูบของเหลว) รถเข็นเด็ก ของเล่น เกมส์ และอุปกรณ์กีฬา

การบริการ ได้แก่ การบริการเกี่ยวกับเดินทางส่วนบุคคลที่ไม่เกี่ยวกับการศึกษา (อันดับ 1) บริการขนส่งสินค้า บริการขนส่งผู้โดยสาร การบริการด้านเทคนิคและด้านธุรกิจอื่นๆ ค่าธรรมเนียมจากการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา การบริการด้านอาชีพ (Professional services) การบริการเกี่ยวกับการเดินทางเพื่อทำธุรกิจ
นอกจากนี้ ออสเตรเลียทำการค้ากับกลุ่มประเทศสมาชิกกลุ่มเศรษฐกิจต่างๆ กลุ่มเศรษฐกิจที่ออสเตรเลียทำการค้าสองทางมากที่สุดได้แก่ ประเทศสมาชิกในกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) รองลงมาคือ ประเทศสมาชิกในกลุ่มองค์กรความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ประเทศในกลุ่มอาเซียน และสหภาพยุโรป ตามลำดับ

 

รูปภาพที่ 9: เปรียบเทียบมูลค่าการส่งออก-นำเข้าจากออสเตรเลียไปยังกลุ่มเศรษฐกิจที่สำคัญ พ.ศ. 2556

หน่วย: ล้านเหรียญออสเตรเลีย (A$ million)

19

ที่มา: Australian Government, Department of Foreign Affairs and Trade, 2013

 

1 http://comtrade.un.org/pb/

การลงทุน

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543- 2551 ภาวะการลงทุนในออสเตรเลียมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ทั้งต่างประเทศลงทุนในออสเตรเลียและออสเตรเลียลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งในปีที่ผ่านมาออสเตรเลียได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับ 6 ของโลกในการสำรวจความคิดเห็นของบริษัทนานาชาติชั้นนำของโลก2 รองจากประเทศจีน อินเดีย บราซิล สหรัฐอเมริกา และเยอรมนี นอกจากนี้ ออสเตรเลียยังได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับ 10 ของประเทศที่มีผู้ต้องการลงทุนมากที่สุดในโลกในปี พ.ศ. 2556 ของนิตยสาร Financial Times3 โดยออสเตรเลียมีการลงทุนคิดเป็นร้อยละ 0.5 ของการลงทุนทั้งหมดในโลกในปีนั้น

 

รูปภาพที่ 10: สัดส่วนการลงทุนจากต่างประเทศของออสเตรเลียเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในโลกปี พ.ศ. 2556

20

ที่มา: Financial Times FDI Intelligence database, fDiMarkets.com via Austrade

 

ระหว่างปี พ.ศ. 2550 – 2554 มีการลงทุนจากต่างประเทศในออสเตรเลียจำนวน 1,243 โครงการ จาก 933 บริษัท คิดเป็นอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยร้อยละ 15.4 ต่อปี มูลค่าการลงทุนทั้งหมดเท่ากับ 1. 22 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการลงทุนในโครงการใหม่ (Greenfield investment) ร้อยละ 84.8 ของโครงการทั้งหมดในระยะเวลา 5 ปี

ร้อยละ 60 ของการลงทุนจากต่างประเทศนั้นเป็นการลงทุนใน 5 กลุ่มได้แก่ กลุ่มซอร์ฟแวร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ (Software and IT Services) กลุ่มการให้บริการธุรกิจ (Business Services) กลุ่มการให้บริการทางการเงิน (Financial Services) กลุ่มการสื่อสาร (Communications) กลุ่มถ่านหิน (Coal) และกลุ่มน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (Oil and Natural Gas)

สำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในออสเตรเลียนั้น มี 5 ประเทศที่มีแนวโน้มการลงทุนในออสเตรเลียเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และฮ่องกง ขณะที่ประเทศอื่นๆ มีแนวโน้มการลงทุนลดลงในปี พ.ศ. 2551 โดยที่สหรัฐอเมริกามีมูลค่าการลงทุนมากที่สุด รองลงมาเป็น สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี ฝรั่งเศส แคนาดา สิงคโปร์ และฮ่องกงตามลำดับ ส่วนการลงทุนในประเทศจีนนั้นยังไม่มากเท่าที่ควรแต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี

 

รูปภาพที่ 11: การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของออสเตรเลียปี พ.ศ. 2549- 2556

21

ที่มา : Australian Trade Commission (Austrade)

 

สำหรับการลงทุนโดยตรงของออสเตรเลียในต่างประเทศในช่วงเดียวกันพบว่า มี 3 ประเทศที่ออสเตรเลียมีแนวโน้มไปลงทุนเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ แคนาดา จีน และเบอร์มิวดา ขณะที่ประเทศอื่นๆ มีแนวโน้มการลงทุนลดลงในปี พ.ศ. 2551 โดยที่ออสเตรเลียไปลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกามากที่สุด รองลงมาเป็น นิวซีแลนด์ แคนาคา สหราชอาณาจักร เยอรมนี สิงคโปร์ ฮ่องกง เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ จีน และเบอร์มิวดาตา,ลำดับ (รูปภาพที่ 10)

 

รูปภาพที่ 12: มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของออสเตรเลียระหว่างปี พ.ศ. 2543- 2553

 22

ที่มา : Australian Bureau of Statistics


หมายเหตุ: $b = billion (thousand million) dollars
               2543 - 2544 หมายถึง ปีงบประมาณของออสเตรเลียนับจาก 1 ก.ค. - 30 มิ.ย.

2การสำรวจนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัดความน่าเชื่อถือในการลงทุน เรียกว่า FDI Confidence Index จัดทำโดย A.T. Kearney บริษัทให้คำปรึกษาระดับโลก มีสำนักงานอยู่ 57 แห่งใน 39 ประเทศ

3อยู่ในการจัดทำฐานข้อมูลนิตยสาร Financial Times เรียกว่า Financial Times FDI Intelligence database ชื่อ fDiMarkets.com

4http://www.abs.gov.au/AUSSTATS/abs@.nsf/DetailsPage/1301.02009–10?OpenDocument

5http://abs.gov.au/AUSSTATS/abs@.nsf/DetailsPage/5204.02005-06?OpenDocument

การค้าระหว่างไทย- ออสเตรเลีย

ประเทศไทยกับออสเตรเลียเริ่มทำการการค้าขายระหว่างกันตั้งแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาความสัมพันธ์ด้านการค้าของทั้งสองพัฒนาขึ้นตามลำดับ มูลค่าการค้าของทั้งสองประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี พ.ศ. 2535ออสเตรเลียเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 13 ของประเทศไทย โดยมีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 1,438 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 44,578 ล้านบาท และในปี พ.ศ. 2557 มูลค่าการค้าระหว่างไทย-ออสเตรเลียมีมูลค่า 14,711 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 470,752 ล้านบาท

ออสเตรเลียเป็นคู่ค้าที่สำคัญอันดับที่ 6 ของไทย รองจาก ญี่ปุ่น จีน สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยออสเตรเลียเป็นตลาดส่งออกสำคัญลำดับที่ 5 และเป็นแหล่งนำเข้าสินค้าอันดับที่ 11 ของไทย โดยเฉพาะมูลค่าการส่งออกของไทยไปยังออสเตรเลียนั้นเพิ่มขึ้นตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา โดยเพิ่มจาก 6,428 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี พ.ศ. 2548 – 2557 โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าออสเตรเลียมาตลอด

 

รูปภาพที่ 13: ภาพรวมการค้าระหว่างประเทศไทย – ออสเตรเลีย

23

ที่มา : กระทรวงพาณิชย์

 

สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปออสเตรเลีย ได้แก่ (1) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (2) เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ (3) เม็ดพลาสติก (4) เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ (5) อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (6) ผลิตภัณฑ์ยาง (7) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่อง (8) ผลิตภัณฑ์พลาสติก (9) น้ำมันสำเร็จรูป (10) เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว

สินค้านำเข้าสำคัญของไทยจากออสเตรเลีย ได้แก่ (1) เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ (2) สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ (3) น้ำมันดิบ(4) พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช (5) เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ (6) ถ่านหิน (7) ด้ายและเส้นใย (8) เคมีภัณฑ์ (9) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (10) ผลิตภัณฑ์อาหารอื่นๆ

มูลค่าการค้าระหว่างไทย-ออสเตรเลียเพีมขึ้นอย่างมากหลังจากที่ไทยกับออสเตรเลียทำความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (Thailand – Australia Free Trade Agreement หรือ TAFTA) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2548 ภายหลังจากที่มีการทำความตกลงการค้าเสรี มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศเพิ่มสูงขึ้นมาก โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 ต่อปี

สัดส่วนการใช้สิทธิขอลดภาษีภายใต้ความตกลงการค้าเสรี TAFTA นั้น อยู่ที่ประมาณร้อยละ 60 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด (ยกเว้นในปี พ.ศ. 2552 เท่านั้นที่สัดส่วนการส่งออกโดยใช้สิทธิ FTA จะต่ำกว่าปีอื่นๆ มาก)

 

รูปภาพที่ 14: สัดส่วนการส่งออกของไทยไปยังออสเตรเลียโดยการใช้สิทธิ TAFTA

24

ที่มา :* มูลค่าการส่งออก – กระทรวงพาณิชย์, ** มูลค่าการออกหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าภายใต้ FTA – สำนักสิทธิประโยชน์ทางการค้า กรมการค้าต่างประเทศ

 

ข้อมูลจากสำนักเอเชีย กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เกี่ยวกับมูลค่าการค้าระหว่างไทย-ออสเตรเลียระบุว่า ในช่วงปี พ.ศ. 2542-2547 หรือช่วง 6 ปีก่อนที่จะมีการทำความตกลง TAFTA ไทย-ออสเตรเลียมีมูลค่าการค้าเฉลี่ย 3,220.01 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมูลค่าการส่งออกจากไทยไปออสเตรเลียประมาณ 1,763.93 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมูลค่าการนำเข้าเฉลี่ยประมาณ 1,456.08 ล้านเหรียญสหรัฐ

หลังจากที่ความตกลง TAFTA มีผลบังคับใช้แล้วเป็นเวลา 7 ปี (พ.ศ. 2548 - 2554) ไทยส่งออกไปยังออสเตรเลียเป็นมูลค่า 7,948 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับการส่งออกที่ขอใช้สิทธิพิเศษทางภาษี TAFTA ในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน มีมูลค่า 1, 875.26 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สินค้าส่งออกสำคัญที่มีการขอใช้สิทธิทางภาษี TAFTA ได้แก่ ยานยนต์สำหรับขนส่งของที่มีน้ำหนักไม่เกิน 5 ตัน ปลาทูน่าแปรรูป ส่วนประกอบของเครื่องปรับอากาศ รถยนต์ที่มีความจุกระบอกสูบ 1,500 – 3,000 ซีซี เครื่องปรับอากาศ และโพลิเอทิลีน เป็นต้น

ไทยนำเข้าจากออสเตรเลียเป็นมูลค่า 7,997 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับการนำเข้าที่ขอใช้สิทธิพิเศษทางภาษี TAFTA ในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน มีมูลค่า 869.24 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สินค้านำเข้าสำคัญที่มีการขอใช้สิทธิทางภาษี TAFTA ได้แก่ แคโทดและส่วนของแคโทด ถ่านหิน บิทูมินัส มอลต์ไม่ได้คั่ว แผ่นอะลูมิเนียมบางและแถบทำเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ลวดทองแดงบริสุทธิ์มีขนาดของภาคตัดขวางส่วนที่ใหญ่ที่สุดเกิน 6 มิลลิเมตร สิ่งสกัดจากมอลต์ รวมทั้งอาหารปรุงแต่งที่ทำจากแป้ง เมล็ดหัก แป้งหยาบ และสินแร่และหัวแร่สังกะสี เป็นต้น

การค้าบริการและการลงทุนระหว่างไทย-ออสเตรเลีย

การค้าบริการระหว่างไทยกับออสเตรเลียนั้นที่ผ่านมาไม่มีการเพิ่มขึ้นหรือลดลงมากนัก ในกลุ่ม ASEAN ประเทศไทยเป็นคู่ค้าบริการอันดับที่ 2 ของออสเตรเลีย รองจากประเทศสิงคโปร์ โดยในปี พ.ศ. 2555 การค้าบริการระหว่างไทยกับออสเตรเลียมีมูลค่าประมาณ 3,353 ล้านเหรียญออสเตรเลีย ไทยนำเข้าการค้าบริการจากออสเตรเลีย มูลค่าประมาณ 875 ล้านเหรียญออสเตรเลีย และส่งออกไปยังออสเตรเลีย มูลค่าประมาณ 2,478 ล้านเหรียญออสเตรเลีย

บริการสำคัญที่ไทยส่งออกไปยังออสเตรเลียได้แก่ การท่องเที่ยวและการขนส่ง ส่วนบริการที่ไทยนำเข้าจากออสเตรเลียนั้นได้แก่ การศึกษา โดยปัจจุบันมีนักเรียนไทยไปศึกษาในออสเตรเลียมากกว่า 25,000 คน

 

รูปภาพที่ 15: มูลค่าการค้าบริการระหว่างไทย-ออสเตรเลีย ปี พ.ศ. 2550-2555
หน่วย: ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย

25

ที่มา: กระทรวงพาณิชย์

 

ด้านการลงทุนระหว่างไทย-ออสเตรเลียพบว่า ประเทศไทยลงทุนในออสเตรเลียมากกว่าที่ออสเตรเลียลงทุนในประเทศไทย แม้ว่าจะมีการลงทุนจากออสเตรเลียมากขึ้นจาก 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี พ.ศ. 2552 เป็น 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี พ.ศ. 2554 แต่เมื่อเทียบกับประเทศไทยในช่วงเวลาเดียวกันแล้ว ประเทศไทยมีการลงทุนในออสเตรเลียเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าตัว (จาก 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี พ.ศ. 2552 เป็น 13.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี พ.ศ. 2554)

การลงทุนจากออสเตรเลียส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่และเซรามิก รองลงมาคือการลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทเหล็กและเครื่องจักร เคมีภัณฑ์ รถยนต์ อุตสาหกรรมการเกษตรและกระดาษ ขณะที่นักธุรกิจประเทศไทยจะลงทุนในธุรกิจพลังงาน สาธารณูปโภค ธุรกิจการเกษตร และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศออสเตรเลีย

ความร่วมมือทางการค้าระหว่างประเทศไทยและออสเตรเลีย

ภาครัฐ: ที่ผ่านมาไทยและออสเตรเลียมีความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนในภาครัฐบาลดังนี้

พ.ศ. 2522 ไทยและออสเตรเลียมีการลงนามความตกลงทางการค้าระหว่างกันเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม
ภายหลังยกเลิกหลังจากมีความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย: TAFTA
พ.ศ. 2533 ลงนามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม
พ.ศ. 2542 มีการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมทางเศรษฐกิจไทย-ออสเตรเลีย ระดับรัฐมนตรี (กระทรวง
การต่างประเทศและกระทรวงพาณิชย์) ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ณ
จังหวัดนครศรีธรรมราช
พ.ศ. 2547 ลงนามความตกลงการค้าเสรีไทย – ออสเตรเลีย (Thailand – Australia Free Trade
Agreement: TAFTA) เมื่อวันที่ 5 กรกฏาคม ณ กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย
ความตกลงมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2005 (พ.ศ. 2548)
พ.ศ. 2548 มีการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (Thailand–
Australia Free Trade Agreement Joint Commission: TAFTA-JC)
ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ณ กรุงเทพฯ
พ.ศ. 2552 ลงนามความตกลงเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน – ออสเตรเลีย – นิวซีแลนด์
(Agreement Establishing the ASEAN – Australia-New Zealand Free
Trade Area: AANZFTA) เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์
พ.ศ. 2554 มีการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (Thailand–
Australia Free Trade Agreement Joint Commission: TAFTA-JC)
ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ณ กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย
พ.ศ. 2555 มีการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (Thailand–
Australia Free Trade Agreement Joint Commission: TAFTA-JC)
ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน ณ กรุงเทพฯ

 

ภาคเอกชน: ในส่วนของภาคเอกชนมีกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างไทย-ออสเตรเลีย ดังนี้

พ.ศ. 2547 มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและ Thai–
Australian Chamber of Commerce เมื่อวันที่ 20 มกราคม
พ.ศ. 2548 มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่าง Thai – Australian Chamber of
Commerce และ Australia-Thailand Business Council เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์

 

นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งสภาธุรกิจไทย-ออสเตรเลีย (Thailand – Australia Business Council) ขึ้น โดยมีการประชุมมาแล้ว 17 ครั้ง ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 7-8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ที่ประเทศไทย

ภาพรวมเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศรายรัฐ6

1. รัฐนิวเซาท์เวลส์ (New South Wales)

รัฐนิวเซาท์เวลส์มีประชากรประมาณ 7.5 ล้านคน มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในรัฐ (Gross State Product: GSP) 487,637 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 31.2 ของ GDP ของออสเตรเลียทั้งประเทศ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 0.2 ประชากรมีรายได้เฉลี่ย 64,635 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อคนต่อปี และอัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 6.4

รัฐนิวเซาท์เวลส์มีการนำเข้าสินค้าคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 36 ของการนำเข้าสินค้าทั้งหมดของประเทศออสเตรเลีย โดยแหล่งนำเข้าที่สำคัญได้แก่ จีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ส่วนการส่งออกสินค้าจากนิวเซาท์เวลส์คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 16.8 ของการส่งออกทั้งหมดของออสเตรเลีย ส่วนใหญ่สินค้าจะส่งออกไปยังญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐฯ

สำหรับประเทศไทยนั้น เป็นคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 11 ของรัฐนิวเซาท์เวลส์ มีมูลค่าการค้า (Total Trade) 3,521 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (สัดส่วนร้อยละ 3 ของมูลค่าการค้ารวมรัฐนิวเซาท์เวลส์) มีการนำเข้าสินค้าจากไทย 2,649 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (สัดส่วนร้อยละ 3.4 อยู่ในอันดับที่ 8) และมีการส่งออกสินค้าไปยังไทย 872 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (สัดส่วนร้อยละ 2.2 อยู่ในอันดับที่ 9)

2. รัฐวิคตอเรีย (Victoria)

รัฐวิคตอเรียมีประชากรประมาณ 5.8 ล้านคน มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในรัฐ (GSP) 343,819 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 22 ของ GDP ของออสเตรเลียทั้งประเทศ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 0.8 ประชากรมีรายได้เฉลี่ย 58,609 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อคนต่อปี และอัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 6.0

รัฐวิคตอเรียมีการนำเข้าสินค้าคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 25.7 ของการนำเข้าสินค้าทั้งหมดของประเทศออสเตรเลีย โดยแหล่งนำเข้าที่สำคัญได้แก่ จีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ส่วนการส่งออกสินค้าจากวิคตอเรียคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 8.8 ของการส่งออกทั้งหมดของออสเตรเลีย ส่วนใหญ่สินค้าจะส่งออกไปยังจีน นิวซีแลนด์ และสหรัฐฯ

สำหรับประเทศไทยนั้น เป็นคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 7 ของรัฐวิคตอเรีย มีมูลค่าการค้า (Total Trade) 3,013 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (สัดส่วนร้อยละ 3.9 ของมูลค่าการค้ารวมรัฐวิคตอเรีย) มีการนำเข้าสินค้าจากไทย 2,375 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (สัดส่วนร้อยละ 4.2 อยู่ในอันดับที่ 7) และมีการส่งออกสินค้าไปยังไทย 637 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (สัดส่วนร้อยละ 3.1 อยู่ในอันดับที่ 8)

3. รัฐควีนส์แลนด์ (Queensland)

รัฐควีนส์แลนด์มีประชากรประมาณ 4.7 ล้านคน มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในรัฐ (GSP) 295,142 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 18.9 ของ GDP ของออสเตรเลียทั้งประเทศ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 0.3 ประชากรมีรายได้เฉลี่ย 65,254 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อคนต่อปี และอัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 5.5

รัฐควีนส์แลนด์มีการนำเข้าสินค้าคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 15.5 ของการนำเข้าสินค้าทั้งหมดของประเทศออสเตรเลีย โดยแหล่งนำเข้าที่สำคัญได้แก่ จีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ส่วนการส่งออกสินค้าจากควีนส์แลนด์คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 24.5 ของการส่งออกทั้งหมดของออสเตรเลีย ส่วนใหญ่สินค้าจะส่งออกไปยังญี่ปุ่น อินเดีย และเกาหลีใต้

สำหรับประเทศไทยนั้น เป็นคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 15 ของรัฐควีนส์แลนด์ มีมูลค่าการค้า (Total Trade) 1,848 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (สัดส่วนร้อยละ 2 ของมูลค่าการค้ารวมรัฐควีนส์แลนด์) มีการนำเข้าสินค้าจากไทย 1,368 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (สัดส่วนร้อยละ 4 อยู่ในอันดับที่ 8) และมีการส่งออกสินค้าไปยังไทย 480 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (สัดส่วนร้อยละ 0.9)

4. รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย (Western Australia)

รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียมีประชากรประมาณ 2.5 ล้านคน มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในรัฐ (GSP) 256,188 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 16.4 ของ GDP ของออสเตรเลียทั้งประเทศ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 0.7 ประชากรมีรายได้เฉลี่ย 98,950 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อคนต่อปี และอัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 5.2

รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียมีการนำเข้าสินค้าคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 15.1 ของการนำเข้าสินค้าทั้งหมดของประเทศออสเตรเลีย โดยแหล่งนำเข้าที่สำคัญได้แก่ สิงคโปร์ ไทย และสหรัฐอเมริกา ส่วนการส่งออกสินค้าจากออสเตรเลียตะวันตกคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 37.7 ของการส่งออกทั้งหมดของออสเตรเลีย ส่วนใหญ่สินค้าจะส่งออกไปยังจีน ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร

สำหรับประเทศไทยนั้น เป็นคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 7 ของรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียมีมูลค่าการค้า (Total Trade) 6,282 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (สัดส่วนร้อยละ 5.2 ของมูลค่าการค้ารวมรัฐออสเตรเลียตะวันตก) มีการนำเข้าสินค้าจากไทย 3,894 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (สัดส่วนร้อยละ 11.8 อยู่ในอันดับที่ 2) และมีการส่งออกสินค้าไปยังไทย 2,388 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (สัดส่วนร้อยละ 2.8 และอยู่ในอันดับที่ 7)

5. รัฐเซาท์ออสเตรเลีย (South Australia)

รัฐเซาท์ออสเตรเลียมีประชากรประมาณ 1.6 ล้านคน มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในรัฐ (GSP) 95,199 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 6.1 ของ GDP ของออสเตรเลียทั้งประเทศ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 1.4 ประชากรมีรายได้เฉลี่ย 56,375 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อคนต่อปี และอัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 5.5

รัฐเซาท์ออสเตรเลียมีการนำเข้าสินค้าคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3.1 ของการนำเข้าสินค้าทั้งหมดของประเทศออสเตรเลีย โดยแหล่งนำเข้าที่สำคัญได้แก่ จีน สิงคโปร์ และญี่ปุ่น ส่วนการส่งออกสินค้าจากออสเตรเลียใต้คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 4.1 ของการส่งออกทั้งหมดของออสเตรเลีย ส่วนใหญ่สินค้าจะส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น

สำหรับประเทศไทยนั้น เป็นคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 6 ของรัฐเซาท์ออสเตรเลียมีมูลค่าการค้า (Total Trade) 663 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (สัดส่วนร้อยละ 4 ของมูลค่าการค้ารวมรัฐออสเตรเลียใต้) มีการนำเข้าสินค้าจากไทย 393 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (สัดส่วนร้อยละ 5.7 อยู่ในอันดับที่ 5) และมีการส่งออกสินค้าไปยังไทย 270 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (สัดส่วนร้อยละ 2.8)

6. รัฐแทสมาเนีย (Tasmania)

รัฐแทสมาเนียมีประชากรประมาณ 514,978 คน มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในรัฐ (GSP) 24,905 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 1.6 ของ GDP ของออสเตรเลียทั้งประเทศ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 1.4 ประชากรมีรายได้เฉลี่ย 48,361 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อคนต่อปี และอัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 4.7

รัฐแทสมาเนียมีการนำเข้าสินค้าคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.4 ของการนำเข้าสินค้าทั้งหมดของประเทศออสเตรเลีย โดยแหล่งนำเข้าที่สำคัญได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และจีน ส่วนการส่งออกสินค้าจากแทสมาเนียคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 1.5 ของการส่งออกทั้งหมดของออสเตรเลีย ส่วนใหญ่สินค้าจะส่งออกไปยังญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้

สำหรับประเทศไทยนั้น เป็นคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 11 ของรัฐแทสมาเนีย มีมูลค่าการค้า (Total Trade) 148 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (สัดส่วนร้อยละ 3.3 ของมูลค่าการค้ารวมรัฐแทสมาเนีย) มีการนำเข้าสินค้าจากไทย 29 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (สัดส่วนร้อยละ 3.0 อยู่ในอันดับที่ 9) และมีการส่งออกสินค้าไปยังไทย 119 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (สัดส่วนร้อยละ 3.4 และอยู่ในอันดับที่ 10)

7. นอร์ทเทิร์นแทริทอร์รี (Northern Territory)

นอร์ทเทิร์นแทริทอร์รีมีประชากรประมาณ 246,322 คน มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในรัฐ (GSP) 21,205 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 1.4 ของ GDP ของออสเตรเลียทั้งประเทศ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 0.4 ประชากรมีรายได้เฉลี่ย 86,087 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อคนต่อปี และอัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 3.8

นอร์ทเทิร์นแทริทอร์รีมีการนำเข้าสินค้าคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.0 ของการนำเข้าสินค้าทั้งหมดของประเทศออสเตรเลีย โดยแหล่งนำเข้าที่สำคัญได้แก่ สิงคโปร์ คูเวต และญี่ปุ่น ส่วนการส่งออกสินค้าจากอาณาเขตตอนเหนือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.7 ของการส่งออกทั้งหมดของออสเตรเลีย ส่วนใหญ่สินค้าจะส่งออกไปยังญี่ปุ่น จีน และสหรัฐอเมริกา

สำหรับประเทศไทยนั้น เป็นคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 16 ของนอร์ทเทิร์นแทริทอร์รีมีมูลค่าการค้า (Total Trade) 47 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (สัดส่วนร้อยละ 0.4 ของมูลค่าการค้ารวมอาณาเขตตอนเหนือ) มีการนำเข้าสินค้าจากไทย 40 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (สัดส่วนร้อยละ 0.9 อยู่ในอันดับที่ 10) และมีการส่งออกสินค้าไปยังไทย 7 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (สัดส่วนร้อยละ 0.1)

8. ออสเตรเลียนแคปิตอลแทริทอร์รี หรือนครหลวงออสเตรเลีย (Australian Capital Territory)

นครหลวงออสเตรเลียมีประชากรประมาณ 387,069 คน มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในรัฐ (GSP) 35,566 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.2 ของ GDP ของออสเตรเลียทั้งประเทศ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 1.4 ประชากรมีรายได้เฉลี่ย 91,885 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อคนต่อปี และอัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 3.6

นครหลวงออสเตรเลียมีการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศรวม 7 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย โดยแหล่งนำเข้าที่สำคัญได้แก่ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ส่วนมูลค่าการส่งออกสินค้าจากนครหลวงออสเตรเลียอยู่ที่ 11 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ส่วนใหญ่สินค้าจะส่งออกไปยังบราซิล และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

สำหรับประเทศไทยนั้น เป็นคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 17 ของนครหลวงออสเตรเลีย มีการนำเข้าสินค้าจากไทย 19 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย คิดเป็นร้อยละ 0.3 ของมูลค่านำเข้าสินค้าทั้งหมดของนครหลวงออสเตรเลีย

ประเทศไทยมีการค้ากับรัฐออสเตรเลียตะวันตกมากที่สุด โดยมีการนำเข้าสินค้าจากไทยเป็นมูลค่า 3,894 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ในขณะที่รัฐใหญ่อันดับที่ 1-3 ของออสเตรเลีย ได้แก่ รัฐนิวเซาท์เวลส์ วิคตอเรีย และควีนส์แลนด์ มีการค้ากับประเทศไทยน้อย โดยไทยเป็นคู่ค้าสำคัญของรัฐดังกล่าวในอันดับที่ 11, 7 และ15 ตามลำดับ

สรุป
ออสเตรเลียถือเป็นประเทศหนึ่งที่มีระบบเศรษฐกิจที่ดี มีความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่สูงในทุกภาคของเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นภาคเกษตร, ภาคอุตสาหกรรมหรือภาคบริการ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นผลมาจากการที่มีกฎระเบียบข้อบังคับโดยเฉพาะทางเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ มีความพร้อมทางธุรกิจในการเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ และมีมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศในระดับต่ำ มีการปฏิรูปโครงสร้างและนโยบายเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง มีการออกกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันภายในประเทศหลายฉบับ รวมถึงมีการยกเลิกกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดในตลาดการเงิน รวมถึงการลอยตัวอัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น

ปัจจัยเหล่านี้เองทำให้เศรษฐกิจออสเตรเลียสามารถรับความผันผวนที่เกิดขึ้นในอดีตได้และมีความพร้อมที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของกระแสเศรษฐกิจโลกที่จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในอนาคตด้วย

 

6ข้อมูลทั้งหมดมาจาก Department of Foreign Affairs and Trade, Australia’s Trade by State and Territory 2008-09

การจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย

การจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย
(Thailand-Australia Free Trade Agreement: TAFTA)
(ข้อมูลทั้งหมดจากหนังสือ Fact Book ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย)
(Thailand–Australia Free Trade Agreement: TAFTA) โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์)

การเจรจาการจัดทำความตกลงด้านการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลียเริ่มต้นขึ้นในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2544 เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทยนายอดิสัย โพธารามิกและรัฐมนตรีการค้าของออสเตรเลีย Mr. Mark Vaile แถลงการณ์ร่วมกันระหว่างการประชุมระดับรัฐมนตรีขององค์การการค้าโลก (WTO Ministerial Conference) ณ กรุงโดฮา ประเทศการ์ตาว่า ไทยและออสเตรเลียได้ตกลงทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างกัน โดยทั้งสองประเทศตกลงที่จะดำเนินการศึกษาร่วม (Joint Study) เพื่อศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างกัน การศึกษานี้ครอบคลุมทั้งด้านการค้าสินค้า บริการและการลงทุนระหว่างสองประเทศ ซึ่งในวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 นายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศได้ประกาศร่วมกันว่า ให้มีการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับออสเตรเลีย

การเจรจาการจัดทำความตกลงด้านการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลียเริ่มต้นในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2545 และเสร็จสิ้นลงในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2547 โดยมีการลงนามความตกลงฯ ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวัฒนา เมืองสุข กับรัฐมนตรีการค้าออสเตรเลีย Mr. Mark Vaile เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2547

ความตกลงการค้าเสรีไทย – ออสเตรเลียมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2548 ความตกลงดังกล่าวครอบคลุมสินค้าทุกรายการที่มีการค้าขายระหว่างกัน รวมทั้งการเปิดตลาดด้านการบริการและการลงทุน

สำหรับการลดภาษีสินค้าที่มีการค้าขายระหว่างกันนั้นจะเป็นไปในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป มีการกำหนดเวลาในการลดภาษีแตกต่างกันในแต่ละสินค้าและยังมีความแตกต่างกันระหว่างไทยกับออสเตรเลีย ทำให้ผู้ประกอบการต้องศึกษาหาข้อมูลว่าสินค้าแต่ละชนิดนั้นมีกำหนดเวลาลดภาษีอย่างไรและลดเท่าไร ซึ่งผู้ที่นำเข้าจากออสเตรเลียจะต้องดูตารางการลดภาษีของไทย และผู้ส่งออกไทยจะต้องดูตารางการลดภาษีของออสเตรเลีย

ทันทีที่ความตกลงมีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2548 ภาษีของสินค้า 5,083 รายการ หรือร้อยละ 83.22 เป็น 0 ทันที ภายในปี พ.ศ. 2553 สินค้าอีก 786 รายการ หรือร้อยละ 12.87 ลดลงเหลือ 0 และภายในปีพ.ศ. 2558 ภาษีของสินค้าอีก 239 รายการหรือร้อยละ 3.91 ลดลงเหลือ 0 ทำให้การค้าระหว่างไทย-ออสเตรเลียนั้นเป็นการค้าเสรีเต็มรูปแบบ

 

ตารางที่ 2: การลดภาษีนำเข้าของออสเตรเลีย

การลดภาษีนำเข้า

จำนวนสินค้า
(รายการ)

สัดส่วนของสินค้าทั้งหมด
ที่ลดภาษี (%)
รายการสินค้า

เหลือร้อยละ 0 ทันที
-สินค้าเกษตร
-สินค้าอุตสาหกรรม

5,083
806
4,277

83.22
13.20
70.02

เนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์นม ธัญพืช
ผักผลไม้ สินแร่ เชื้อเพลิง อัญมณี
ทองแดง อะลูมิเนียม ตะกั่ว ดีบุก
เครื่องจักร เครื่องอิเล็กทรอนิกส์
รถยนต์ เฟอร์นิเจอร์

เหลือร้อยละ 0 ภายในปี 2553
-สินค้าเกษตร
-สินค้าอุตสาหกรรม

786
1
785

12.87
0.02
12.85

ทูน่ากระป๋อง รองเท้า
ชิ้นส่วนยานยนต์ เหล็ก เคมีภัณฑ์
พลาสติก

เหลือร้อยละ 0 ภายในปี 2558
-สินค้าเกษตร
-สินค้าอุตสาหกรรม

239
-
239

3.91
-
3.91

สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม
รวม 6,108 100.00  

ที่มา: กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

อย่างไรก็ตามสินค้าส่งออกจากประเทศไทยที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีศุลกากรภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลียนั้นจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ในความตกลง ซึ่งในการเจรจาทำ TAFTA มีสำคัญคือ กฎถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) กำหนดไว้ในแต่ละรายการสินค้า (Product Specific Rules of Origin) ดังนี้

  1. กฎการผลิตสินค้าที่ได้จากธรรมชาติ (Wholly Obtained Goods)
  2. กฎการเปลี่ยนพิกัด (Change of Tariff Classification)
  3. กฎสัดส่วนมูลค่าวัตถุดิบภายในประเทศไทย/ออสเตรเลีย (Regional Value Content: RVP)

 

สำหรับสัดส่วนมูลค่าวัตถุดิบภายในประเทศ (RVP) ตามที่ไทยและออสเตรเลียตกลงส่วนใหญ่จะอยู่ที่ร้อยละ 40 หรือ 45 ของราคาสินค้าส่งออกตามราคาการส่งมอบต้นทาง (Fee On Board: FOB)7 โดยสินค้าไทยให้ความสนใจตกลงกำหนดสัดส่วนมูลค่าวัตถุดิบภายในประเทศไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 สำหรับสินค้าบางรายการในหมวดหมู่สินค้าเครื่องจักรและอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน ฯลฯ

ในส่วนความตกลงเกี่ยวกับตลาดการบริการนั้น ออสเตรเลียเปิดตลาดให้ผู้ให้บริการไทยเข้าไปจัดตั้งธุรกิจในออสเตรเลียทุกประเภทได้ (สามารถเป็นเจ้าของกิจการได้ร้อยละ 100) ยกเว้นหนังสือพิมพ์ การกระจายเสียง การบินระหว่างประเทศและท่าอากาศยาน แต่การลงทุนขนาดใหญ่ตั้งแต่ 10 ล้านเหรียญออสเตรเลีย ต้องขออนุญาตจาก Foreign Investment Review Board (FIRB) ก่อน นอกจากนี้ ยังยกเลิกเงื่อนไขที่ต้องทดสอบตลาดแรงงานในประเทศก่อนจ้างคนจากต่างประเทศให้แก่ไทยถาวร และ อนุญาตให้คนไทยไปทำงานในตำแหน่งผู้บริหาร ผู้จัดการ ผู้เชี่ยวชาญ และพ่อครัว/แม่ครัวได้

ด้านการลงทุน ออสเตรเลียเปิดการลงทุน 2 สาขาให้กับประเทศไทย ได้แก่

  • เหมืองแร่ ซึ่งเปิดการลงทุนให้ทุกประเภทกิจกรรม แต่มีข้อสงวนด้านกฎระเบียบในระดับท้องถิ่น
  • การผลิต : เปิดการลงทุนให้ประเทศไทยทุกประเภทกิจกรรม แต่มีข้อสงวนด้านกฎระเบียบในระดับท้องถิ่นเช่นเดียวกับเหมืองแร่

อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกับปัญหาในการส่งออกจากมาตรการกีดกันทางการค้าทีมิใช่ภาษี (Non-Tariff Barrier) เช่นกันในรูปของมาตรการสุขอนามัย (Sanitary and Phytosanitary Measures: SPS) และจากกฎระเบียบท้องถิ่นที่แตกต่างกันในแต่ละรัฐ

มาตรการสุขอนามัย (Sanitary and Phytosanitary Measures: SPS) ออสเตรเลียเป็นประเทศที่ใช้มาตรการสุขอนามัยอย่างเข้มงวดและก่อให้เกิดอุปสรรคทางการค้า ทั้งออสเตรเลียและไทยได้จัดตั้งกลไกสำหรับการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม โดยกำหนดแผนงานและกรอบระยะเวลาการดำเนินการที่แน่นอน เพื่อให้สินค้าเกษตรของไทย โดยเฉพาะสินค้าที่เป็น Priority Products8 เช่นมังคุด ลิ้นจี่ ลำไย ทุเรียน เนื้อไก่ กุ้ง ฯลฯ สามารถเข้าสู่ตลาดออสเตรเลียได้ ซึ่งขณะนี้สับปะรด ลำไย ลิ้นจี่ มังคุด ปลาสวยงาม สามารถเข้าสู่ตลาดออสเตรเลียได้แล้ว สำหรับทุเรียนและมะม่วงอยู่ในระหว่างดำเนินการ

กฎระเบียบท้องถิ่นที่แตกต่างกันในแต่ละรัฐ เนื่องจากระบบการปกครองของออสเตรเลียแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ รัฐบาลสหพันธรัฐ (Federal Government) และรัฐบาลแห่งรัฐ (State Government) ซึ่งรัฐบาล 2 ระดับนี้มีอำนาจในการออกกฎหมายและระเบียบต่างๆ ส่งผลให้กฎระเบียบทางการค้าในแต่ละท้องถิ่นอาจมีความแตกต่างกันได้ ทำให้ผู้ส่งออกไทยจำเป็นต้องศึกษารายละเอียดของกฎเกณฑ์ให้ดี แม้ว่าปัจจุบันรัฐบาลพยายามปรับปรุงกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันมากขึ้น แต่ยังไม่สามารถทำได้ครบถ้วน

7ราคาการส่งมอบต้นทาง (Fee On Board: FOB) คือ ราคาสินค้าที่ส่งมอบ ณ ท่าเรือ
8สินค้า Priority Products หมายถึง สินค้าที่มีความสำคัญ

โอกาสทางการค้าของประเทศไทย

ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีจุดเด่นหลายประการ การทำความตกลงด้านการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลียนั้นสร้างโอกาสทางการค้าและประโยชน์ให้กับประเทศไทยในด้านต่างๆ ดังนี้

  1. ออสเตรเลียเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและแร่ธาตุที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก แร่ธาตุที่สำคัญได้แก่ ทองคำ พลอย และเหล็กเป็นต้น ไทยสามารถนำเข้าทรัพยากรธรรมชาติและแร่ธาตุจากออสเตรเลียเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตเช่น ทองรูปพรรณ อัญมณีและเครื่องประดับ รวมถึงเหล็กที่ใช้ในอุตสาหกรรมเหล็กขึ้นรูปและอุตสาหกรรมเกี่ยวกับเหล็กอื่นๆ
  2. ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการในแขนงต่างๆ ความร่วมมือทางวิชาการระหว่างไทยกับออสเตรเลียจะช่วยในการพัฒนาเทคโนโลยีและเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตและการแข่งขันให้กับไทย เช่น การเลี้ยงโคเนื้อ โคนม เป็นต้น
  3. ออสเตรเลียปัจจุบันมีค่าจ้างแรงงานที่สูง โครงสร้างการผลิตในประเทศจะมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อทดแทนจุดอ่อนในด้านค่าจ้างแรงงาน นอกจากนั้นยังมุ่งเน้นในการสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าซึ่งเดิมจะส่งออกในลักษณะวัตถุดิบ ลักษณะโครงสร้างการผลิตเช่นนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศไทยในการเข้าสู่ตลาดสำหรับสินค้าที่ยังต้องการใช้แรงงาน รวมทั้งเปิดโอกาสสำหรับสินค้าประเภทชิ้นส่วนอุปกรณ์สำหรับเทคโนโลยีต่างๆ
  4. ออสเตรเลียมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และการค้ากับประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิกใต้ ทำให้ไทยมีโอกาสที่จะใช้ออสเตรเลียเป็นฐานกระจายสินค้าไปยังประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกใต้
  5. ออสเตรเลียมีฤดูกาลที่ตรงข้ามกับไทย ทำให้สินค้าจากประเทศไทยสามารถเข้าไปเสริมในช่วงนอกฤดูการของออสเตรเลียได้ โดยเฉพาะผักผลไม้เขตร้อน นอกจากนี้ในอุตสาหกรรมการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป ออสเตรเลียจะมีฤดูกาลส่งมอบเสื้อผ้าตามฤดูกาลตรงกันข้ามกับทางยุโรป สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ทำให้ผู้ผลิตไทยสามารถผลิตขายได้เต็มที่ตลอดทั้งปี
  6. ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีประชากรจากประเทศในแถบเอเชียย้ายมาตั้งถิ่นฐานเป็นจำนวนมาก คนกลุ่มนี้จะกลายเป็นกลุ่มผู้บริโภคสินค้าไทยที่สำคัญ โดยเฉพาะสำหรับสินค้าประเภทผักและผลไม้ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือน เป็นต้น

โอกาสของภาคบริการและภาคการลงทุนในประเทศไทย

  1. คนไทยสามารถเข้าไปลงทุนในธุรกิจบริการและผลิตสินค้าได้ 100% ยกเว้นในหมวดหนังสือพิมพ์ ธุรกิจกระจายเสียง การบินระหว่างประเทศและท่าอากาศยาน เนื่องจากมีผลกระทบต่อความมั่นคง อย่างไรก็ตาม หากมีการลงทุนเกิน 10 ล้านเหรียญออสเตรเลีย (ประมาณ 300 ล้านบาท) จะต้องมีการขออนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาการลงทุนต่างประเทศของออสเตรเลีย
  2. ออสเตรเลียเปิดโอกาสให้คนไทยทำธุรกิจประเภทต่างๆ ได้มากกว่าสมาชิกอื่นใน WTO หลายประเภทเช่น ที่ปรึกษากฎหมาย ตกแต่งภูมิทัศน์ ซ่อมรถยนต์ สถาบันสอนทำอาหาร สอนภาษาไทย สอนนวดแผนโบราณ ร้านอาหารไทยและเหมืองแร่ เป็นต้น
  3. ผลประโยชน์หลักอื่นๆ ที่ไทยได้รับจากการเปิดเสรีธุรกิจบริการของประเทศออสเตรเลียได้แก่
    3.1 การผ่อนคลายเงื่อนไขการเข้าไปทำงาน โดยยกเลิก Labor Market Test ซึ่งทำให้สามารถจ้างคนไทยเข้าไปทำงานได้เลย ไม่ต้องรอประกาศจ้างคนออสเตรเลียก่อน ทำให้สามารถเข้าไปทำงานในตำแหน่งผู้บริหาร ผู้จัดการ หรือผู้เชี่ยวชาญได้ง่ายขึ้น
    3.2 การอนุญาตให้คนไทยที่ได้รับการว่าจ้างจากธุรกิจในออสเตรเลียและได้รับสัญญาว่าจ้าง เข้าไปทำงานได้ 3 ปี และพ่อครัวไทยเข้าไปทำงานได้ 4 ปี และสามารถต่ออายุได้ไม่เกิน 10 ปี ในขณะที่ออสเตรเลียไม่เปิดตลาดการทำงานในลักษณะนี้ให้กับประเทศอื่น
    3.3 การอนุญาตให้คู่สมรสและผู้ติดตาของคนไทยที่โอนย้ายเข้าไปทำงานกับสาขาของบริษัทไทยที่ตั้งอยู่ในออสเตรเลียในตำแหน่งผู้บริหาร ผู้จัดการ หรือผู้เชี่ยวชาญ สามารถทำงานในออสเตรเลียได้ในช่วงเวลาเดียวกันกับคนไทยที่โอนย้าย
    3.4 การอนุญาตให้พ่อครัวไทยที่ได้รับหนังสือรับรองของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานและมีสัญญาจ้างงาน สามารถเข้าไปทำงานได้เป็นเวลา 4 ปี โดยไม่ต้องเทียบคุณสมบัติจากออสเตรเลียอีก
    3.5 การอนุญาตให้นักเรียน นักศึกษาไทยที่เข้าไปศึกษา/ ท่องเที่ยวในออสเตรเลียสามารถทำงานได้ ภายใต้โครงการ Working Holiday Scheme ถึงแม้ว่ากรอบความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ในรูปของประสบการณ์ที่นักเรียน นักศึกษาไทยจะได้รับ

พันธกรณีที่ต้องมีการเจรจาต่อไปภายใต้ TAFTA

ภายใต้ TAFTA ระบุว่า ภายใน 3 ปี หลังจากความตกลงฯ มีผลบังคับใช้ (31 ธ.ค. 2550) ไทยและออสเตรเลียมีพันธกรณีที่ต้องมีการเจรจาต่อไปได้แก่

  1. การเปิดตลาดการค้าบริการเพิ่มเติม (Trade in Service) ซึ่งในการเจรจาการค้าบริการรอบต่อไปจะต้องมีการเจรจาบริการด้านการเงิน ด้านโทรคมนาคม การอำนวยความสะดวกด้านการเข้าเมืองและการทำงานของคนต่างด้าว การยอมรับคุณสมบัติผู้ประกอบอาชีพนวดไทย และการใช้มาตรการปกป้องสำหรับภาคบริการ
  2. การทบทวนการดำเนินมาตรการปกป้องพิเศษ (Special Safeguards:SSG) โดยทั้งสองประเทศได้ระบุภายใน TAFTA ว่าจะต้องทบทวนการดำเนินการตามมาตรการปกป้องพิเศษ รวมถึงความเหมาะสมของรายการสินค้าและระดับปริมาณและปัจจัยการเติบโตที่กำหนดไว้ โดยจะต้องคำนึงถึงพัฒนาการทางการค้าระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง สินค้าที่มีมาตรการปกป้องพิเศษใช้กับสินค้าเกษตรอ่อนไหว ที่ผ่านมาไทยกำหนดปริมาณนำเข้าแต่ละปีและระยะเวลาการลดภาษีสินค้าเกษตร จำนวน 23 รายการเป็น 0% ใน 10-15 ปี ในขณะที่ออสเตรเลียกำหนด 2 รายการในเวลา 4 ปี (ปัจจุบันยกเลิกแล้ว) ในกรณีที่มีการนำเข้าเกินปริมาณที่กำหนดไว้ในแต่ละปี ส่วนที่เกินจะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราก่อนที่ความตกลงฯ มีผลบังคับใช้ (Base Rate) หรืออัตราภาษีทั่วไป (MFN) อัตราใดอัตราหนึ่งที่ต่ำกว่า
  3. นโยบายการแข่งขัน (Competition Policy) การทบทวนนโยบายการแข่งขันเป็นไปเพื่อทบทวนขอบเขตและการดำเนินการในเรื่องนี้ เพื่อทำให้มีความมั่นใจว่าจะมีการคุ้มครองโดยครอบคลุมถึงผลประโยชน์ทางการพาณิชย์ที่ถูกต้องและชอบธรรมในอาณาเขตของไทยและออสเตรเลีย TAFTA กำหนดให้มีการส่งเสริมการแข่งขันและให้มีวิธีการและมาตรการที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เพื่อยับยั้งการปฏิบัติที่เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขัน ซึ่งดำเนินการเพื่อบังคับใช้มาตรการเหล่านี้จะต้องสอดคล้องกับความโปร่งใส ความเหมาะสมกับกาลเวลา การไม่เลือกปฏิบัติ เข้าใจได้ง่าย และเป็นไปอย่างเสมอภาค โดยทั้งสองประเทศต้องคำนึงถึงความสำคัญของการร่วมมือและประสานงานกัน เพื่อบรรลุผลลัพธ์ของการบังคับใช้ภายใต้กฎหมายการแข่งขันของแต่ละประเทศอย่างมีประสิทธิผล รวมทั้งให้ความสำคัญในการเคารพข้อมูลที่ไม่ควรเปิดเผยของแต่ละฝ่าย และจะต้องประกาศกฎหมายที่สนับสนุนการแข่งขันที่เป็นธรรมและกฎหมายที่ว่าด้วยการปฏิบัติที่จำกัดการแข่งขันของแต่ละฝ่ายอย่างเป็นทางการ หรือยินยอมให้สาธารณชนสามารถเข้าถึงกฎหมายดังกล่าวได้โดยง่าย
  4. การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (Government Procurement) ภายใต้ TAFTA มีการแต่งตั้งคณะทำงานร่วมกันด้านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ประกอบด้วยผู้แทนภาครัฐแต่ละประเทศที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดซื้อโดยรัฐ โดยจะพบปะกันสม่ำเสมอเพื่อหารือถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องและรายงานผลต่อคณะกรรมาธิการร่วมความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA-Joint Commission) รวมทั้งมีหน้าที่เสนอแนะขอบเขตการเริ่มต้นเจรจาทวิภาคี เพื่อนำผลการเจรจาเรื่องการจัดซื้อโดยรัฐรวมไว้ภายใต้ความตกลงฉบับนี้ โดยกระบวนการจัดซื้อจะต้องส่งเสริมและปฏิบัติเพื่อความโปร่งใส ความคุ้มค่าของเงิน การแข่งขันอย่างเปิดกว้างและมีประสิทธิผล การปฏิบัติอย่างเป็นธรรม ความรับผิดชอบและกระบวนการที่เป็นธรรม และการไม่เลือกปฏิบัติ รวมทั้งเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลในเรื่องนโยบายและหลักการของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับของแต่ละฝ่าย

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการเจรจาการค้าบริการเพิ่มเติม

  1. บริการทางการเงินและบริการทางโทรคมนาคมถือเป็นบริการสาธารณูปโภคที่สำคัญ เป็นปัจจัยการผลิตของทุกภาคส่วนเศรษฐกิจ การผูกพัน การเปิดตลาดช่วยส่งเสริมการแข่งขัน นำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจของทุกภาคส่วน รวมทั้งเกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภค
  2. การผูกพันการเปิดตลาดทำให้เกิดความโปร่งใสและคาดการณ์ได้ เป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนต่างชาติว่าสามารถเข้าทำธุรกิจภายในประเทศไทยภายใต้เงื่อนไขที่แน่นอน เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจและพัฒนาขีดความสามารถของไทย ซึ่งไทยสามารถเลือกผูกพันการเปิดตลาดเพิ่มเติมในกิจกรรมที่ไทยมีความพร้อม
  3. ในการเจรจาการค้าบริการระหว่างประเทศระดับพหุภาคี (WTO) อาเซียนพลักดันให้มีการจัดทำมาตรการป้องกันฉุกเฉิน (Emergency Safeguards Mechanism: ESM) สำหรับการค้าบริการและในการเจรจา FTA ของไทยทุกรอบ ไทยผลักดันให้รวมเรื่อง ESM ไว้ในบทการค้าบริการมาโดยตลอด หลักการคือ ให้ภาคีสามารถถอนข้อผูกพันการเปิดตลาดบริการเป็นการชั่วคราวได้ ในกรณีที่การผูกพันการเปิดตลาดทำให้เกิดผลเสียหายร้ายแรงต่อธุรกิจบริการของคนในชาติ
  4. โดยทั่วไปในความตกลงการค้าระหว่างประเทศ จะมีการผูกพันให้บุคคลธรรมดาเข้าไปทำงานได้เฉพาะตำแหน่งที่เป็นบุคคลระดับสูง เช่น ผู้บริหาร ผู้จัดการ ผู้เชี่ยวชาญ แต่ภายใต้ TAFTA ออสเตรเลียอนุญาตให้พ่อครัว แม่ครัวไทย ที่มีคุณสมบัติตามมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติเข้าไปทำงานได้ นอกจากนี้ตามที่ระบุไว้ใน Side Letter ออสเตรเลียจะสำรวจความเป็นไปได้ในการพัฒนา การยอมรับคุณสมบัติผู้ประกอบอาชีพนวดไทยและผู้ประกอบอาชีพนวดไทยเพื่อบำบัดโรค ดังนั้น การเจรจาเพิ่มเติมจะเปิดโอกาสให้ไทยสามารถผลักดันให้ออสเตรเลียยอมรับมาตรฐานฝีมือแรงงานของไทยในสาขาอาชีพอื่นๆ เพิ่มเติม ซึ่งเป็นช่องทางในการเข้าไปทำงานของคนไทย รวมทั้งเปิดโอกาสให้สามารถเจรจาลดอุปสรรคในการเข้าไปทำงานของพ่อครัว แม่ครัวไทยที่ยังคงมีอยู่
  5. นอกจากนี้ในการเจรจาเพิ่มเติม ไทยสามารถเรียกร้องให้ออสเตรเลียปรับปรุงข้อผูกพันการเปิดตลาดบริการในสาขาที่ไทยสนใจ หรือมีศักยภาพในการเข้าไปทำธุรกิจหรือทำงาน

Works Cited

Australian Government. (2009). Australia’s Trade by State and Territory 2008-09. Department of Foreign Affairs and Trade.

Australian Government. (2011). Australia's Trade Performance 1990-91 to 2010-11. Department of Foreign Affairs and Trade.

Australian Government. (2012). Composition of Trade 2011-12. Retrieved from Australian Government: Department of Foreign Affairs and Trade: http://www.dfat.gov.au/publications/stats-pubs/composition_trade.html

Australian Government. (n.d.). Foreign Direct Investment. Retrieved from Australian Bureau of Statistic: http://www.abs.gov.au/AUSSTATS/abs@.nsf/DetailsPage/1301.02009–10?OpenDocument

Australian Government. (n.d.). Foreign Direct Investment. Retrieved from Australian Bureau of Statisitc: http://abs.gov.au/AUSSTATS/abs@.nsf/DetailsPage/5204.02005-06?OpenDocument

Australian Government: Australian Trade Commission. (2012). Australia – one of the world’s leading investment destinations.

Central Intelligence Agency. (n.d.). The World Fact Book: Australia. Retrieved from Central Intelligence Agency: https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/as.html

The World Bank. (n.d.). World DataBank. Retrieved from The World Bank: http://databank.worldbank.org/data/download/GDP.pdf

United Nation. (n.d.). International Merchandise Trade Statistics. Retrieved from Comtrade: http://comtrade.un.org/pb/

World Trade Organization. (n.d.). Statistics Database: Trade Profile: Australia. Retrieved from World Trade Organization: http://stat.wto.org/CountryProfiles/AU_e.htm

กระทรวงพาณิชย์. (n.d.). ข้อมูลสรุปการค้าระหว่างประเทศ. Retrieved from สถิติการค้าระหว่างประเทศของไทย: http://www.ops3.moc.go.th/menucomen/trade_sum/

กระทรวงพาณิชย์: กรมการค้าต่างประเทศ: สำนักสิทธิประโยชน์ทางการค้า. (2555). มูลค่าการออกหนังสือรับรองแหล่งกำเนินสินค้าภายใต้ FTA.

กระทรวงพาณิชย์: กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ. (2554). Fact Book: ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (Thailand - Australia Free Trade Agreement).

 

ขอขอบคุณสถาบัน ATI ที่ให้การสนับสนุน

ATI-logo-large