รัฐวิกตอเรีย

victoria map

วิคทอเรียเป็นรัฐที่ครองส่วนแบ่งในตลาดการท่องเที่ยวต่างประเทศมากเป็นลำดับ 3 รองจาก นิวเซาท์เวลส์และควีนส์แลนด์ ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเยือนรัฐนี้กว่า 1.4 ล้านคน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจปีละประมาณ 8.6 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย และคิดเป็นร้อยละ 3.2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในรัฐ (Gross State Product หรือ GSP)

แม้จะเป็นรัฐแผ่นดินใหญ่ที่เล็กที่สุดของออสเตรเลีย แต่พื้นที่ของรัฐวิคทอเรียในแต่ละส่วนกลับมีความแตกต่างกันอย่างมาก นับตั้งแต่เขตชายฝั่งริมมหาสมุทร เทือกเขาสูง ทะเลทราย ที่ราบภูเขาไฟ ไปจนถึงทุ่งหญ้ากว้างไหญ่สุดลูกหูลูกตา นอกจากนี้ วิคทอเรียยังเป็นรัฐมีความหลากหลายทางเชื้อชาติมากที่สุดในออสเตรเลีย เนื่องจากมีผู้อพยพจากทั่วโลกหลั่งไหลเข้ามาในช่วงศตวรรษที่ 19 ในยุคขุดทองและสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง จนทำให้ท่าสเตชั่น เพียร์ (Station Pier) ของเมืองเมลเบิร์นเปรียบได้กับเกาะเอลลิสของมลรัฐนิวยอร์ก ซึ่งร่องรอยทางประวัติศาสตร์ของยุคขุดทองยังคงปรากฏให้เห็นตามเมืองชนบทต่างๆ เช่น เบนดิโก และบัลลารัท ที่สืบสานมรดกทางวัฒนธรรมสมัยดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

flag-victoria

ด้านสถานที่ท่องเที่ยว รัฐวิกตอเรียมีอุทยานแห่งชาติ อุทยานแห่งรัฐ อุทยานชายฝั่งทะเล และอุทยานประวัติศาสตร์หลายสิบแห่ง แต่ละแห่งต่างมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไปตามลักษณะของพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นบริเวณป่าฝนเขียวชอุ่มแถบที่ราบสูงเอรีนุนดรา (Errinundra Plateau) บริเวณป่าริมชายฝั่งทะเลแถบโครจินโกลอง (Croajingolong) เขตภูเขาสูงในอุทยานแห่งชาติแอลไพน์ (Alpine National Park) ไปจนถึงเขตทะเลทรายในแถบแมลลี (Mallee) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐ ทั้งนี้ ทางตอนใต้ของรัฐ ซึ่งเป็นเขตชายฝั่งมีแนวถนนเลียบชายทะเล Great Ocean ที่งดงามและมีชื่อเสียงในเรื่องหาดโต้คลื่นที่โด่งดังระดับโลก ส่วนพื้นที่แถบโกล์ดฟีลด์ส (Goldfields) นั้นจัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ

นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวที่งดงามแล้ว วิคทอเรียยังเป็นดินแดนที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหาร มีผลผลิตทางการเกษตรที่อุดมสมบูรณ์ และมีโรงกลั่นไวน์ชั้นนำกระจัดกระจายอยู่ทั่วรัฐ ตลอดจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทันสมัยและเต็มไปด้วยสีสัน โดยเฉพาะเมืองเมลเบิร์นที่เป็นศูนย์กลางของศิลปะ ดนตรี อาหาร แฟชั่น และกีฬา


นครเมลเบิร์น
เมลเบิร์นเป็นเมืองหลวงของรัฐวิคทอเรีย ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ Yarra ซึ่งเป็นจุดเด่นด้านภูมิศาสตร์ที่ ส่งผลให้พื้นที่นี้เป็นถิ่นหลักสำหรับการตั้งรกรากของชาวยุโรปที่เดินทางเข้ามายังออสเตรเลียตั้งแต่ช่วงปี 1830 เป็นต้นมา ชาวเมลเบิร์นเป็นผู้ที่ชื่นชอบในศิลปะ ดนตรี อาหาร แฟชั่น และการแข่งขันกีฬา พื้นที่ของนครแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยหอศิลป์ โรงละคร ร้านอาหารชั้นนำ ไนต์คลับ และย่านชอปปิ้งชื่อดัง อีกทั้งยังเป็นสถานที่จัดแข่งขันกีฬาหลายรายการที่สำคัญ เช่น Australian Rules Football Australian Tennis Open Australian Formula 1 Grand Prix และ Melbourne Cup รายการแข่งม้าที่มีสีสันมากที่สุดในโลก

เมลเบิร์นเป็นเมืองที่มีจุดเด่นด้านศิลปะและสถาปัตยกรรมในยุควิคทอเรีย ที่นี่มีสถานจัดแสดงผลงานศิลปะและหอศิลป์ที่มีชื่อเสียงจำนวนมาก เช่น Federation Square อาคารรูปทรงแหวกแนวที่ทำจากเหล็กกล้าและกระจก ซึ่งถือเป็นเวทีทางวัฒนธรรมและเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองเมลเบิร์น หอศิลป์ Ian Potter Centre: National Gallery of Victoria Australia แหล่งรวบรวมงานศิลป์ของออสเตรเลียตั้งแต่งานในยุคอาณานิคมจนถึงยุคสมัยใหม่กว่า 20,000 ชิ้น National Gallery of Victoria หอศิลป์จัดแสดงผลงานศิลปะนานาชาติของซีกโลกใต้ และ Australian Centre for Contemporary Art ในเขต Southbank ซึ่งเป็นศูนย์รวมงานศิลปะร่วมสมัยของรัฐวิคทอเรีย ด้านศิลปะการแสดงดนตรีและนาฏศิลป์ เมลเบิร์นมีชื่อเสียงในการแสดงดนตรีคลาสสิคของคณะ Melbourne Chorale และ Melbourne Symphony Orchestra อีกทั้งยังเป็นบ้านเกิดของบัลเลต์ The Australian Ballet อีกด้วย

นอกจากจุดเด่นด้านศิลปะแล้ว นครแห่งนี้ยังขึ้นชื่อในเรื่องอาหาร ดนตรี กาแฟ และการชอปปิ้ง ตามหัวมุมถนนและซอกซอยต่างๆ จะเป็นที่ตั้งของร้านกาแฟที่ให้บรรยากาศการดื่มกาแฟในคาเฟ่ยุคเก่า เมื่อถึงยามค่ำคืน ทั่วทั้งเมือง โดยเฉพาะในย่านไชน่าทาวน์ ถนน St Kilda ถนน Little Collins ถนน Bourke และถนน Brunswick แหล่งพบปะสังสรรค์ของผู้คนในเมืองจะสว่างไสวด้วยแสงไฟจากบาร์และไนต์คลับ และเนื่องจากเมลเบิร์นเป็นที่รู้จักในฐานะศูนย์กลางของดนตรีร็อค อันเป็นจุดกำเนิดของวงดนตรีร็อคชื่อดัง อาทิเช่น AC/DC Nick Cave & the Bad Seeds และ Jet Melbourne Chorale ตามบาร์หรือผับต่างๆ จึงครึกครื้นไปด้วยเสียงดนตรีจากการแสดงสด ด้านอาหาร เมืองเมลเบิร์นมีภัตตาคารชื่อดัง ตลอดจนค่าเฟ่ และร้านอาหารขนาดเล็กมากมายในย่าน Southbank ส่วนในบริเวณ Federation Square ก็เป็นแหล่งของร้านอาหารนานาชาติ เช่น อาหารอิตาเลียนแบบคลาสสิก อาหารเวียดนามราคาประหยัด ไปจนถึงอาหารแบบ Tapas ของสเปน

ทั้งนี้ เมลเบิร์นยังมีย่านชอปปิ้งที่สำคัญหลายแห่ง เช่น Rose Street Artist’s Market ถนน Brunswick ถนน Chapel ซึ่งเป็นที่ตั้งของบูติกดีไซเนอร์ชื่อดังอย่าง Akira Isogawa และ Zimmerman และถนน Bridge ใน Richmond อันเป็นแห่งสินค้าราคาถูก นับตั้งแต่เสื้อผ้าแฟชั่นไปจนถึงของแต่งบ้าน เรียกได้ว่า เมลเบิร์นคือสวรรค์ของนักช้อปก็ว่าได้ เพราะตามตรอกซอกซอยในเมืองล้วนเป็นที่ตั้งของร้านค้าบูติก เสื้อผ้าแฟชั่น ร้านขายเครื่องใช้ในบ้านที่ทันสมัย ไปจนถึงร้านขายสินค้าสไตล์ยุโรปที่ซ่อนตัวอยู่บนถนนเล็กๆ